Author: อรรถพล ต่องสุพรรณ

  • สังฆะเพื่อสังคม ห่วงวิกฤต “ทุกข์ซ้ำซ้อน” ชวนชาวไทยสวดมนต์ข้ามปี เริ่มต้นดี ชีวิตดี รับปี 2569

    สังฆะเพื่อสังคม ห่วงวิกฤต “ทุกข์ซ้ำซ้อน” ชวนชาวไทยสวดมนต์ข้ามปี เริ่มต้นดี ชีวิตดี รับปี 2569

    เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาสังฆะเพื่อสังคมทั่วประเทศ ออกแถลงการณ์แสดงความห่วงใยสถานการณ์บ้านเมือง ชี้วิกฤต “ภัยสงครามชายแดน” ที่ทับซ้อนกับ “นโยบายขยายเวลาดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์” ของรัฐบาล อาจสร้างทุกข์ซ้ำซ้อนให้คนไทยในช่วงส่งท้ายปีเก่า รณรงค์เปิดวัดทั่วประเทศจัดกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปี น้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และส่งพลังจิตภาวนาหนุนช่วยผู้ประสบภัยชายแดน

    เมื่อวันศุกร์ที่ 19 ธันวาคม 2568 ณ วัดพัฒนาธรรมราม จังหวัดลพบุรี มูลนิธิสังฆะเพื่อสังคมได้จัดการประชุมเครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาสังฆะเพื่อสังคม 9 ภาค เพื่อขับเคลื่อนแนวคิด “วัดสุขภาวะ” โดยได้รับเมตตาจาก พระวัชรสิงหบุราจารย์ (คว้าง กลฺยาณรโต) เจ้าอาวาสวัดโบสถ์ และรักษาการเจ้าคณะจังหวัดสิงห์บุรี เป็นประธาน พร้อมด้วยตัวแทนคณะสงฆ์นักพัฒนาจากพื้นที่วิกฤตทั่วประเทศร่วมแถลงการณ์

    ที่ประชุมได้หยิบยกสถานการณ์สะเทือนใจคนไทย คือ การสิ้นพระชนม์ของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2568 ซึ่งนำมาซึ่งความโศกเศร้าอย่างสุดซึ้งทั่วแผ่นดิน ในขณะที่สถานการณ์ความมั่นคงตามแนวชายแดนอีสานตอนล่าง โดยเฉพาะในเขตอำเภอน้ำยืน จ.อุบลราชธานี, ศรีสะเกษ, สุรินทร์ และบุรีรัมย์ กำลังเผชิญกับการสู้รบหนักจนประชาชนต้องอพยพละทิ้งถิ่นฐาน

    พระครูสุวรรณโพธิวรธรรม ประธานมูลนิธิสังฆะเพื่อสังคม ได้กล่าวแสดงความห่วงใยว่า “ในช่วงเวลาที่พสกนิกรชาวไทยกำลังอยู่ในความโศกเศร้า และพี่น้องตามแนวชายแดนต้องเผชิญกับภัยสงคราม อาตมามองว่าเรากำลังตกอยู่ในสภาวะ ‘ทุกข์ซ้ำซ้อน’ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เปราะบางที่สุด เราไม่ควรเพิ่มความเสี่ยงใดๆ ด้วยอบายมุข แต่ควรใช้สติและความเมตตาเป็นเครื่องคุ้มครองใจ เพื่อประคับประคองสังคมไทยให้ผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้ด้วยความสงบสุข”

    ด้าน พระครูกิตติปริยัติคุณ เจ้าอาวาสวัดหนองคู อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี เปิดเผยข้อเท็จจริงเสริมจากพื้นที่ว่า “อาตมาในฐานะพระพื้นที่ยอมรับว่าวิกฤตครั้งนี้หนักมาก ทั้งพระและโยมต่างต้องอยู่อย่างลำบากท่ามกลางเสียงปืนและระเบิด ล่าสุดอพยพไปที่ปลอดภัยมาแล้วถึง 2 ครั้ง เราจึงหวังอย่างยิ่งว่าเสียงสวดมนต์จะเข้ามาแทนที่เสียงปืน เพื่อชำระล้างจิตใจที่บอบช้ำให้กลับมาเป็นสุข”

    วางรากฐานทางปัญญา ใช้ “สติ” นำทางก้าวผ่านวิกฤต

    พระครูโพธิวีรคุณ เจ้าคณะอำเภอปทุมรัตต์ วัดโพธิการาม จ.ร้อยเอ็ด ได้เน้นย้ำถึงการใช้หลักพุทธธรรมเป็นเกราะคุ้มกันสังคมว่า “ในรอยต่อของปีที่เป็นวิกฤตทับซ้อนเช่นนี้ พุทธศาสนิกชนยิ่งต้องใช้ ‘สติ’ ในการดำเนินชีวิตเป็นที่ตั้ง การสวดมนต์ข้ามปีคือการเริ่มต้นศักราชใหม่ที่สร้างสรรค์ที่สุด เป้าหมายสำคัญของเราคือการผลักดันให้วัดและชุมชนกลายเป็นพื้นที่สุขภาวะที่ส่งเสริมสุขภาพที่ดีของคนในสังคมอย่างยั่งยืน การปฏิบัติศาสนกิจนี้จะช่วยให้ทุกคนประสบความสุข และมีพลังในการสู้กับวิกฤตต่อไป”

    วิตกนโยบาย “เหล้าเสรี” ซ้ำเติมสถิติการตาย

    เครือข่ายคณะสงฆ์ฯ ได้แสดงความเป็นห่วงต่อนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลอย่างรุนแรง โดย พระครูสุมณฑ์ธรรมธาดา เจ้าคณะตำบลคลองกระจง จ.สุโขทัย ได้ระบุถึงที่มาของความเสี่ยงว่า

    ท่ามกลางบรรยากาศที่คนไทยยังตกอยู่ในความโศกเศร้า และความกังวลจากสถานการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดน สิ่งที่อาตมาภาพกังวลใจที่สุดในขณะนี้ คือการซ้ำเติมวิกฤตด้วยอบายมุข โดยเฉพาะ เมื่อรัฐบาลมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ด้วยการขยายเวลาจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ทั้งการปลดล็อกให้ขายได้ในช่วงเวลา 14.00–17.00 น. รวมถึงการขยายเวลาเปิดสถานบันเทิงไปจนถึงเวลา 04.00 น. ในพื้นที่นำร่อง

    ซึ่งมาตรการเหล่านี้อาตมามองว่าจะเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ทำให้การดื่มและการเข้าถึงสุราทำได้ง่ายและยาวนานขึ้น และเมื่อหากเราย้อนดูข้อมูลสถิติช่วง 10 วันอันตรายในช่วงปีใหม่ 2568 ที่ผ่านมาเพียงปีเดียว เราพบความสูญเสียที่น่าตกใจว่า มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นถึง 2,467 ครั้ง ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บ 2,376 คน และต้องเสียชีวิตสูงถึง 436 ราย นี่คือตัวเลขความจริงที่เกิดขึ้นในสภาวะปกติ แต่ในปี 2569 นี้ ท่ามกลางนโยบายที่เปิดโอกาสให้ดื่มกินได้มากขึ้น อาตมาเกรงเหลือเกินว่าตัวเลขความสูญเสียจะพุ่งสูงขึ้นกว่าเดิม กลายเป็น “ทุกข์ซ้ำซ้อน” ให้กับสังคมไทยที่กำลังเปราะบาง และยากจะเยียวยา จึงขอวิงวอนให้รัฐบาลทบทวนมาตรการความปลอดภัยอย่างเข้มข้น และขอเชิญชวนพี่น้องชาวไทยทุกท่าน ให้ใช้โอกาสนี้ “เปลี่ยนหยดสุรา เป็นบทสวดมนต์” มาร่วมสวดมนต์ข้ามปีเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ตนเองและแผ่นดิน ใช้ “สติ” เป็นเกราะคุ้มครองชีวิต เพื่อให้ปีใหม่นี้ไม่ต้องมีครอบครัวใดต้องสูญเสียอีกต่อไป

    พลิกวัดเป็น “พื้นที่สร้างสรรค์” คุ้มครองเยาวชน

    พระมหาอนุวัต ฐิตเมโธ เจ้าอาวาสวัดหนองปลาขอ จ.ลำพูน กล่าวเสริมว่า “พื้นที่ปลอดภัย” คือคำตอบสำคัญของสังคมในขณะนี้ ในปีนี้ วัดควรเปิดพื้นที่ให้เยาวชน ได้เข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปีอย่างเต็มที่ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้ลูกหลานเราไม่ให้ไหลไปตามกระแสอบายมุขและนโยบายขยายเวลาดื่มที่กำลังเป็นความเสี่ยงอยู่รอบตัว ขอเชิญชวนเยาวชน และคนหนุ่มสาว มาร่วมใช้พื้นที่วัดเป็นจุดเริ่มต้นของปีใหม่ แทนการออกไปเผชิญความเสี่ยงบนท้องถนน มาร่วมกัน “เปลี่ยนพื้นที่วัด ให้เป็นพื้นที่สร้างสรรค์” เพื่อปลูกฝังการมีสติและก้าวข้ามวิกฤตความทุกข์ซ้ำซ้อนนี้ไปด้วยกันอย่างปลอดภัย

    4 แนวทางขับเคลื่อน “เริ่มต้นดี ชีวิตดี ที่ตัวเรา”

    เพื่อให้สังคมไทยก้าวข้ามวิกฤต เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาฯ ได้กำหนดแนวทางปฏิบัติร่วมกันดังนี้

    1. สวดมนต์ข้ามปีด้วยสติ : เชิญชวนพุทธศาสนิกชนและเยาวชนร่วมสวดมนต์ข้ามปี ณ วัดใกล้บ้าน ภายใต้แนวคิด เริ่มต้นดี ชีวิตดี เริ่มต้นได้ที่ตัวเรา”
    2. ถวายเป็นพระราชกุศล : น้อมถวายพระราชกุศลจากการสวดมนต์ ปฏิบัติธรรม แด่สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อแสดงความกตัญญูกตเวทีและน้อมลำรึกในพระมหากรุณาธิคุณต่อพระองค์ท่านที่มีต่อปวงชนชาวไทย
    3. จิตภาวนาหนุนชายแดน : ตั้งจิตส่งกำลังใจให้พี่น้องคนไทยและทหารหาญตามแนวชายแดนให้พ้นวิกฤตการสู้รบโดยเร็ว
    4. 173 วัดนำร่องเขตสุขภาวะ : ขอเมตตาเจ้าอาวาสเครือข่าย 173 วัดทั่วประเทศ เปิดพื้นที่วัดแทนพื้นที่วงเหล้า จัดกิจกรรมสร้างสุขภาวะที่ยั่งยืนเพื่อลดความสูญเสีย

    เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาสังฆะเพื่อสังคม ขอวิงวอนให้รัฐบาลทบทวนมาตรการความปลอดภัยและขอเชิญชวนคนไทยทุกคน “เปลี่ยนหยดสุรา เป็นบทสวดมนต์” เพื่อสร้างศักราชใหม่แห่งความสงบสุขให้เกิดขึ้นบนแผ่นดินไทยสืบไป

  • “กาฬสินธุ์โมเดล” ปรับค่านิยมการบวชใหม่ ประกาศ อำเภอเมืองฯ เป็นพื้นที่นำร่อง “บวชสร้างสุข” เป็นอำเภอแรกของประเทศ

    “กาฬสินธุ์โมเดล” ปรับค่านิยมการบวชใหม่ ประกาศ อำเภอเมืองฯ เป็นพื้นที่นำร่อง “บวชสร้างสุข” เป็นอำเภอแรกของประเทศ

    “อำเภอส่งเสริมบวชสร้างสุข” นโยบายเชิงสัญลักษณ์สู่การเปลี่ยนแปลง การประกาศให้อำเภอเมืองกาฬสินธุ์เป็น “อำเภอส่งเสริม บวชสร้างสุข” อย่างเป็นทางการ ถือเป็นก้าวแรกของการขับเคลื่อนนโยบายเชิงโครงสร้าง โดยมุ่งปรับเปลี่ยนค่านิยมการบวชที่เคยมีภาระค่าใช้จ่ายสูง และกิจกรรมที่ไม่สอดคล้องกับหลักพระธรรมวินัย กลับสู่รูปแบบที่เรียบง่าย เข้าถึงได้ และมีความหมายต่อชีวิตผู้บวชและครอบครัว

    “บวชสร้างสุข” ไม่ใช่แค่เปลี่ยนพิธีบวช…แต่เปลี่ยนวิธีคิดของสังคม การประกาศให้อำเภอเมืองกาฬสินธุ์เป็นพื้นที่ต้นแบบ “บวชสร้างสุข” ถือเป็นการส่งสัญญาณสำคัญว่า คณะสงฆ์จังหวัดกาฬสินธุ์พร้อมจะเป็นผู้นำในการปฏิรูปวัฒนธรรมงานบวชให้สอดคล้องกับหลักธรรมวินัยและความเป็นอยู่ของชุมชน

    “บวชสร้างสุข” จึงไม่ใช่แค่โครงการ แต่คือแนวทางที่มุ่งสร้างความเข้าใจใหม่ให้กับสังคมว่า “การบวช” คือการฝึกตนเพื่อพ้นทุกข์ ไม่ใช่ภาระทางเศรษฐกิจหรือพิธีกรรมที่กลายเป็นการแข่งขันหน้าตาทางสังคม หากสามารถขยายแนวคิดนี้ในวงกว้างได้ อาจกลายเป็นโมเดลแห่งการฟื้นฟูพระพุทธศาสนาอย่างยั่งยืน

    “บวชทั้งที ต้องจัดใหญ่?” “บวชแบบเรียบง่าย จะดูไม่มีเกียรติ?” คำถามเหล่านี้สะท้อนรากลึกของค่านิยมการบวชในสังคมไทย แต่ในยุคของกระแสโลกาภิวัตน์ ค่านิยมแบบเดิมอาจไม่ตอบโจทย์สุขภาวะของผู้คนอีกต่อไป

    ในเวทีครั้งนี้ ได้มีการเสวนาเชิงลึก “SWOT บวชสร้างสุข” ได้เปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนมุมมองจากหลากหลายภาคส่วน เพื่อร่วมกันทบทวนบทบาทของ “การบวช” ในบริบทสังคมปัจจุบัน พร้อมวิเคราะห์อย่างตรงไปตรงมาตามหลัก SWOT จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และอุปสรรค เพื่อชี้แนวทางอนาคตของ “การบวชที่สร้างสุข” ทั้งต่อตัวผู้บวช ครอบครัว และสังคม โดยมี เจ้าอธิการแดง ปญฺญาวโร เป็นผู้ดำเนินรายการ เชื่อมโยงมุมมองศาสนา สังคม และวัฒนธรรมในท้องถิ่น เพื่อพัฒนานโยบายที่ตอบโจทย์บริบทจริง

    หัวใจของ “บวชสร้างสุข” คือการดึงสาระแก่นแท้ของการบวชกลับคืนมา ไม่ใช่เพียงพิธีกรรม ไม่ใช่เพียงการเฉลิมฉลอง แต่คือโอกาสในการ “ฝึกใจ” ละวางความยึดติด และเข้าสู่หนทางของการศึกษาพระธรรมวินัยอย่างลึกซึ้ง การลดความฟุ่มเฟือย เช่น ไม่ใช้แตรวง รถแห่ หรือ เครื่องเสียงขนาดใหญ่ จัดเลี้ยงฉลองใหญ่โต ทำให้งานบวชกลายเป็นพื้นที่สงบ เรียบง่าย และเอื้อต่อการศึกษาพระธรรม อีกทั้งยังช่วยลดภาระทางการเงินให้กับครอบครัวผู้บวช โดยเฉพาะในยุคที่ค่าครองชีพสูง การจัดงานเล็กแต่ลึกซึ้ง กลายเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ยุคสมัยได้อย่างลงตัว พระสงฆ์ พระสังฆาธิกา ที่มองเห็นความสำคัญร่วมกัน ถึงสถานการณ์ปัญหา ที่พระสงฆ์ ผู้เป็นผู้นำทางศาสนา ควรช่วยกันแก้ไข สงเคราะห์ชาวพุทธ


    อย่างไรก็ตาม ค่านิยมเก่า ๆ เช่น “บวชทั้งทีต้องจัดใหญ่” หรือ “งานเล็กกลัวจะเสียหน้า” ยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเปลี่ยนผ่าน นอกจากนี้ การสื่อสารสาธารณะเกี่ยวกับแนวทาง “บวชสร้างสุข” ยังไม่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่ห่างวัด ทำให้แนวทางนี้ยังจำกัดอยู่เพียงในบางเครือข่ายเท่านั้น


    ในยุคที่ผู้คนเหนื่อยล้ากับการแข่งขันทางเศรษฐกิจ ความกดดันทางสังคม และความวุ่นวายของชีวิตประจำวัน แนวคิด “บวชสร้างสุข” ที่เน้นความสงบ เรียบง่ายกลับกลายเป็นคำตอบที่ทรงพลังสำหรับคนยุคใหม่ หลายคนเริ่มมองการบวชในฐานะ “การปลีกวิเวกเพื่อทบทวนชีวิต” ไม่ใช่แค่ประเพณี แต่คือการพัฒนาตน การใช้ วัดต้นแบบ ที่ใช้แนวทาง “บวชเรียบง่าย” พร้อมประชาสัมพันธ์ผ่านโซเชียลมีเดีย เพื่อให้คนรุ่นใหม่เห็นภาพชัดเจนขึ้น


    แม้จะมีโอกาส แต่การสร้างระบบสนับสนุนการบวชสร้างสุขยังคงท้าทาย โลกยุคใหม่เต็มไปด้วยสิ่งเร้า และค่านิยมวัตถุนิยม ทำให้ “การบวชเพื่อสุขภาวะ” อาจถูกมองว่าเชย ล้าสมัย หรือไม่ตอบโจทย์ หากไม่มีโครงสร้างรองรับอย่างชัดเจน เช่น งบประมาณ การฝึกอบรมพระอุปัชฌาย์ และการมีแบบแผนที่ชัดเจน แนวทาง “บวชสร้างสุข” อาจกลายเป็นเพียงกระแสที่มาแล้วก็ไป

    การประกาศให้อำเภอเมืองกาฬสินธุ์เป็น “พื้นที่ต้นแบบ” ครั้งนี้ เปรียบเสมือนการส่งสัญญาณว่าคณะสงฆ์กาฬสินธุ์ พร้อมจะเป็นต้นแบบในการปฏิรูปวัฒนธรรมงานบวช ให้กลับมาสู่หัวใจของศาสนาอย่างแท้จริง คือ “การฝึกตนเพื่อพ้นทุกข์” ไม่ใช่เพียงพิธีกรรมที่กลายเป็นภาระของครอบครัวและชุมชน “บวชสร้างสุข” จึงอาจกลายเป็นโมเดลใหม่ของการส่งเสริมพระพุทธศาสนา ที่ผสมผสานทั้งธรรมวินัย วิถีชีวิต และบริบทสังคมอย่างยั่งยืน

    นอกจากเวทีเสวนา ยังมีการ มอบป้าย “วัดส่งเสริมบวชสร้างสุข” ให้กับวัดต้นแบบในอำเภอเมือง เพื่อสร้างแรงจูงใจให้วัดอื่น ๆ ปรับเปลี่ยนแนวทางพิธีบวชตามหลักธรรมวินัย ลดการจัดงานฟุ่มเฟือย และเเพื่อสื่อสารรณรงค์รูปแบบของการบวชสร้างสุข

  • เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาสังฆะเพื่อสังคม 9 ภาค เชิญชวนคนไทยจัดบวชลูกหลานช่วงเทศกาลสงกรานต์แบบ “บวชสร้างสุข” ประหยัด เรียบง่าย  ยึดพระธรรมวินัย ลดค่าใช้จ่าย ลดความรุนแรง ลดฆ่ากันตาย ได้บุญเต็มร้อย ถือเป็นการสืบทอดพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง

    เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาสังฆะเพื่อสังคม 9 ภาค เชิญชวนคนไทยจัดบวชลูกหลานช่วงเทศกาลสงกรานต์แบบ “บวชสร้างสุข” ประหยัด เรียบง่าย  ยึดพระธรรมวินัย ลดค่าใช้จ่าย ลดความรุนแรง ลดฆ่ากันตาย ได้บุญเต็มร้อย ถือเป็นการสืบทอดพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง

    “เทศกาลสงกรานต์เป็นช่วงเวลาสำคัญที่คนไทยนิยมบวชพระเพื่อสร้างบุญกุศลและตอบแทนบุพการี ถือเป็นประเพณีที่สืบทอดกันมายาวนาน อย่างไรก็ตาม การบวชในปัจจุบันมักมีค่าใช้จ่ายสูง และบางพื้นที่ยังมีการเฉลิมฉลองเกินขอบเขต นำไปสู่ปัญหาความรุนแรงและอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นในช่วงเทศกาล ด้วยเหตุนี้ เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาสังฆะเพื่อสังคม 9 ภาค จึงออกมาเชิญชวนให้ประชาชนจัดบวชลูกหลานตามแนวทาง “บวชสร้างสุข” ที่เน้นความเรียบง่าย ประหยัด และยึดมั่นในพระธรรมวินัย ไม่เพียงช่วยลดค่าใช้จ่าย แต่ยังลดปัญหาความขัดแย้ง ลดเหตุทะเลาะวิวาท และลดการสูญเสียชีวิตในช่วงสงกรานต์ พร้อมทั้งส่งเสริมให้การบวชเป็นไปเพื่อสืบทอดพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง ได้บุญเต็มร้อย และเป็นกุศลที่ยิ่งใหญ่แก่ครอบครัวและสังคมไทย”

    วันที่ 30 มีนาคม 2568  ณ ห้องประชุมพระคุณพ่อ  พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติ อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาสังฆะเพื่อสังคม 9 ภาค ได้ประชุมถอดบทเรียนการทำงานขับเคลื่อน “โครงการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะงานบวชสร้างสุขสู่สุขภาวะของชุมชนและสังคมด้วยหลักพุทธธรรม” โดยมีพระครูสุวรรณโพธิวรธรรม ประธานเครือข่าย และประธานมูลนิธิสังฆะเพื่อสังคม เป็นประธาน ได้สรุปบทเรียนข้อมูลที่ผ่านมาว่า สังคมไทยชาวพุทธมีค่านิยมในการจัดงานบวช เพื่อตอบโจทย์ทางเศรฐกิจเชิญแขกจำนวนมาก มีมหรสพเลี้ยงฉลองด้วยน้ำเมา มุ่งเน้นความสนุกสนานมากเกินไป  ใช้จ่ายเงินจำนวนมากจัดงานบวช จากการสำรวจข้อมูลค่าใช้จ่ายการจัดงานบวช 9 ภาค ขนาดเล็ก  50,000 ถึง 200,000 บาท, ขนาดกลาง 200,001-500,000 บาท,ขนาดใหญ่ 500,001 – หลักล้านบาท ทั้งนี้ ผลการสำรวจข้อมูลคนไทยกลุ่มตัวแทน 9 ภาคส่วนใหญ่ 90 กว่าเปอร์เซ็นต์ ต้องการจัดงานบวชแบบเรียบง่าย ยึดพระธรรมวินัย แต่ขาดพระผู้นำ เจ้าภาพต้นแบบ และผลการสำรวจข้อมูลการเกิดความรุนแรงในงานบวชหลังโควิดช่วงเดือน กรกฎาคม 2565 ถึง กรกฎาคม 2567 ระยะเวลา 2 ปี จากเว็บไซต์สำนักข่าวกระแสหลักและสำนักข่าวท้องถิ่นพบว่า  เกิดเหตุทะเลาะวิวาท 30 ครั้ง บาดเจ็บมากกว่า 70 ราย เสียชีวิต 14 ราย สาเหตุมาจากมีมหรสพ  ดนตรี และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ทั้งที่เป็นกิจกรรมที่เกี่ยวข้องทางศาสนาน่าจะนำไปสู่ความสุข ความสามัคคีของคนไทยท้องถิ่น  แต่เป็นเหตุก่อความทุกข์ให้เกิดขึ้นแก่ผู้จัดงาน และสังคม

    ส่วนบทเรียนการทำงาน 1 ปีที่ผ่านมา เครือข่ายพระสงฆ์ฯ ได้เชิญชวน สื่อสารผ่านช่องทางต่าง ๆ ผลักดันให้เป็นนโยบายในระดับต่าง ๆ ทำให้ญาติโยมสนใจจัดงานแบบ “บวชสร้างสุข” ในวัด จำนวน 1,593 งาน  จัดที่บ้าน จำนวน 599 งาน รวมนาค 3,085 นาค(พระ)  สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายในการจัดงานมากกว่า 300 ล้านบาท และประหยัดค่าเหล้าเบียร์กว่า 60 ล้านบาท เจ้าภาพ ชุมชนมีความสุข ประหยัดค่าใช้จ่าย ไม่มีความเสี่ยงระหว่างจัดงาน สุดท้ายไม่เป็นหนี้สินในการจัดงานบวช

    ด้านพระครูสุวรรณโพธิวรธรรม ได้ย้ำว่า การจัดงานบวชแบบเรียบง่าย ประหยัด ไม่มอมเมาแขกที่มาร่วมอนุโมทนา ด้วยมหรสพ ดนตรี และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เรียกว่า การบวชสร้างสุข ยึดพระธรรมวินัย ถือเป็นการสืบทอดพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง

    พระครูโพธิวีรคุณ เจ้าคณะอำเภอปทุมรัตน์ และเจ้าอาวาสวัดโพธิการาม จังหวัดร้อยเอ็ด ประธานคณะทำงานเครือข่ายสังฆะเพื่อสังคมภาคอีสานตอนบน กล่าวว่า ที่ผ่านมาการขับเคลื่อนงานบวชสร้างสุขภาคอีสานตอนบน ตั้งแต่ ปี 2566 จนถึงปัจจุบัน นั้นพบว่า ได้ช่วยให้ญาติโยมพุทธศาสนิกชนลดค่าใช้จ่ายในการจัดงานบวชได้มากกว่าห้าสิบหกล้านบาท และทำให้ญาติโยมมีความสุขจากงานบวชแบบประหยัด เรียบง่าย มากถึง 425 งาน

    ดังนั้น  ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่จะมาถึงนี้ ทางภาคอีสานตอนบน จึงอยากขอเชิญชวน เพื่อลดค่าใช้จ่าย ไม่มีดนตรีแห่ หันมาจัดงานบวชแบบเรียบง่าย โดยการปรึกษากับเจ้าอาวาส พระอุปัชฌาย์ ในการจัดงานบวชที่ส่งเสริม การ ลด ละ เลิก เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อบายมุข และเป็นการประหยัดค่าใช้จ่าย จึงขอเชิญชวน ญาติโยมชาวอีสานบน และขอนิมนต์ พระอุปัชฌาย์ในภาคอีสานบนทุกวัด ประกาศงานบวชปลอดเหล้า “อย่าให้ลูกหลานเรา ทั้งเมา ทั้งบวช”  ให้เกิดความสุข ยึดตามพระธรรมวินัย ประหยัด และเรียบง่าย

    พระครูปริยัติสุวัฒนาภรณ์ เจ้าคณะตำบลทับมา และเจ้าอาวาสวัดทับมา อ.เมือง จ.ระยอง ประธานคณะทำงานเครือข่ายสังฆะเพื่อสังคมภาคตะวันออก กล่าวว่า ขอเจริญพรพุทธศาสนิกชนทุกท่านที่ประสงค์จะบวชในช่วงเทศกาลสงกรานต์ หรือใคร่จะบวชเรียนศึกษา พระธรรมวินัย ในทางพระพุทธศาสนา  สามารถติดต่อไปทางวัดในเครือข่ายได้ทุกจังหวัด หรือจัดงานบวชในวัดอื่นๆ ขอเจริญพรเชิญชวนให้จัดงานบวชแบบประหยัด เรียบง่าย ยึดพระธรรมวินัย จะได้ประโยชน์สูง ประหยัดสุด และสร้างความสุขอย่างแท้จริง

    พระครูสุมณฑ์ธรรมธาดา เจ้าคณะตำบลคลองกระจงและเจ้าอาวาสวัดคลองกระจง อ.สวรรคโลก จ.สุโขทัย ประธานคณะทำงานเครือข่ายสังฆะเพื่อสังคมภาคเหนือตอนล่าง กล่าวว่า ขอเชิญชวนญาติโยมทั้งหลายได้บวชลูกบวชหลาน ด้วยการประหยัด เรียบง่าย ปลอดภัย ยิ่งในภาวะปัจจุบัน เศรษฐกิจของบ้านเรายังไม่ดี รายได้ต่างก็หายาก ยิ่งถ้าเราไปจัดงานบวชลูกหลาน โดยการฟุ่มเฟือย ก็เหมือนกับการ “ตำน้ำพริก ละลายแม่น้ำ” ซึ่งแทนที่แล้ว ถ้าเราจะนำงบประมาณเราจะจัดงานบวช มาเป็นทุนให้ลูกหลาน ที่ต่อไปต้องมีครอบครัว ทำมาหากิน ได้ใช้ประโยชน์  หรือถ้าลูกหลานยังบวชอยู่มั่นคงก็เป็นทุนให้กับลูกหลานแล้วศึกษาเล่าเรียนต่อไป  โดยเฉพาะปัจจุบันพระสงฆ์ในแต่ละวัดก็ลดจำนวนน้อยลงไปในทุกวัด ศาสนทายาทก็จะหายากลงไปทุกที เพราะฉะนั้นการจัดงานบวชแบบประหยัด เรียบง่าย ปลอดเหล้า ปลอดภัย บวชเอาพรรษา ศึกษาพระธรรมวินัย และมุ่งเป็นศาสนทายาทที่ดี เป็นหนทางที่ดี ที่ถูกต้อง

    พระครูสมุห์วิเชียร คุณธมฺโม วัดเจดีย์แม่ครัว อำเภอสันทราย  จ.เชียงใหม่  ประธานคณะทำงานเครือข่ายสังฆะเพื่อสังคมภาคเหนือตอนบนกล่าวว่า “บวชอย่างมีสุขภาวะ อยู่เป็นพระอย่างมีคุณค่า แม้ลาสิกขาก็ยังมีศรัทธาที่ตั้งมั่น”  จึงขอเชิญชวนชาวพุทธ โดยเฉพาะลูกหลานที่เป็นผู้ชาย ที่จะเข้ามาบวชในพระพุทธศาสนา ทั้งนี้ทั้งนั้น  ก็เพื่อช่วยกันสืบทอดอายุพระพุทธศาสนาส่วนหนึ่ง และเพื่อทดแทนบุญคุณบิดามารดาส่วนหนึ่ง ซึ้งส่วนนี้เป็นประเพณีนิยมที่ชาวพุทธเราสืบทอดกันมา การจะได้จะมีโอกาสมาบวชสักครั้งหนึ่งในชีวิต ก็ควรจัดงานบวชแบบประหยัด เรียบง่าย ปลอดเหล้า ปลอดภัย ปลอดอบายมุขเพราะฉะนั้นเรื่องการทำบุญ  การบวช เป็นเรื่องที่สำคัญ ซึ่งการทำบุญเพื่อเอาบุญ นั้นไม่ใช่ปัญหา แต่การทำบุญเพื่อเอาหน้า อาจจะนําพาไปสู่อบายภูมิได้

    พระครูภัทรธรรมคุณ เจ้าคณะอำเภอพัฒนานิคม เจ้าอาวาสวัดพัฒนาธรรมาราม อ.พัฒนานิคม จ.ลพบุรี ประธานคณะทำงานสังฆะเพื่อสังคมภาคกลาง/ปริมณฑล กล่าวว่า การบวชตามพุทธประสงค์ ช่วงเทศกาลสงกรานต์มักมีผู้จัดงานบวชกุลบุตร ตามประเพณีเป็นจำนวนมากรู้สึกว่าจัดงานกันเสียใหญ่โต มีโต๊ะจีน ดนตรี เลี้ยงสุราในงานบวชนาค แห่นาคกันเป็นชั่วโมงกว่าจะเข้าโบสถ์ สนุกสนานรื่นเริงบันเทิงใจกันมาก  เสมือนว่ามีการแข่งขันกันจัดงาน ข้าต้องดีกว่าใคร ในทำนอง บางแห่งมีตีกัน รวมไปถึงทำร้ายร่างกายกัน ยกพวกตีกัน ตลอดไปจนถึงฆ่ากันตายในงานบวชก็มี  การบวชนั้น ถ้าได้ตัด “รีตอง”ออกไป ให้เหลือแต่ “พิธี” ก็จะใช้เงินน้อยเพียงไม่กี่ร้อยบาทก็บวชได้ ถ้าไม่มีจริง ๆ เข้าไปหาพระที่ท่านมีเมตตาจิตร ท่านจะสงเคราะห์แน่นอน และถ้าตัดส่วนเกินออก เช่น สุรา น้ำอัดลม อาหารที่ไม่จำเป็น (ล้มวัว ควาย หมูฯ) ปีพาทย์ แตรวง ทำขวัญ ดนตรี ลิเกออกเสียได้  ก็จะประหยัดไปได้เยอะเลย แต่สุดท้ายบางรายเสร็จงานเจ้าภาพมีหนี้สินรุงรัง กินเหล้า เมามาย จนนำไปสู่การทะเลาะวิวาท ในงานบวช ดังที่เป็นข่าวอยู่ทุกวันนี้ ดังคำโบราณว่า “จะบวช หรือจะบาป” เรามาบวชแบบเรียบง่ายได้บุญกันดีกว่า คือ บวชตามพุทธประสงค์ การบวชพระ คือการปฏิบัติเพื่อ 1 ละเว้นความชั่ว 2.เพิ่มพูนความดี มีประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่ต่อคนบวช ประชาชน ประเทศชาติโดยแท้จริง “ถ้าคนที่บวชพระ บวชด้วยความจริงใจ”

    ด้านพระอธิการโสภณ  ปิยธมฺโม เจ้าอาวาสวัดโพนขวาว  อ.หัวตะพาน จ.อำนาจเจริญ ประธานคณะทำงานเครือข่ายสังฆะเพื่อสังคมภาคอีสานตอนล่าง กล่าวว่า ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ประจําปี 2568 ที่จะถึงอีกไม่กี่วัน ข้างหน้านี้  จะได้เชิญชวนศรัทธา สาธุชนญาติโยม ได้นํากุลบุตรเข้ามาบวชเป็นการสืบทอดพระพุทธศาสนา และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเดือนเมษายนนี้  หลายวัด หลายอําเภอ หลายจังหวัด จัดโครงการบรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อน  ซึ่งในแต่ละปีก็จัดเพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้าฯลฯ เนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพ 2 เมษายนทุกปี ดังนั้น ในปีนี้ก็ขอเชิญชวนญาติโยม จะนำกุลบุตรหลานมาบวชสามเณร หรือจะบวชพระขอให้จัดงานบวชแบบประหยัด เรียบง่าย ยึดพระธรรมวินัย ลดค่าใช้จ่าย เลี่ยงความรุนแรงที่ยังไม่เกิด จึงจะได้ประสบสุขตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้

    ส่วนพระมหาบวร ปวรธมฺโม  เลขานุการเจ้าคณะจังหวัดนครศรีธรรมราช และเจ้าอาวาสวัดบุญนารอบ อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช ประธานเครือข่ายสังฆะเพื่อสังคมภาคใต้ตอนบน กล่าวว่า ในช่วงเดือนเมษายนนี้เป็นช่วงของการปิดภาคเรียนการศึกษาของเด็กและเยาวชน จึงขอเจริญพรเชิญชวนญาติโยมได้นำพาลูกหลานไปบวช สามเณรภาคฤดูร้อน เพื่อจะได้ศึกษาพระธรรมทางพระพุทธศาสนา และนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน และอีกส่วนหนึ่งที่ทางสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้พยายามรณรงค์ และสนับสนุนให้มีการจัดทำโครงการบวชสร้างสุข ทำให้เราได้มีความสุขในการที่จะได้เข้ามาบวช ไม่ว่าจะเป็นการบวชภาคฤดูร้อน หรือการบวชปกติ  หรือการบวชเพื่อเข้าพรรษา ซึ่งปัจจุบันนี้จำนวนพระสงฆ์เราก็ลดลงอย่างเห็นได้ชัด ดั้งนั้น อาตมาภาพในฐานะเครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาสังฆะเพื่อสังคมภาคใต้  ก็ขอเจริญพรญาติโยม ได้นำลูกหลานไปบวช “บวชสร้างสุข ไร้ทุกข์ภัย บวชทั้งกาย บวชทั้งใจ บุญยิ่งใหญ่ ห่างไกลอบายมุข สุขยั่งยืน”

    พระครูอุดมสุวรรณสถิต เจ้าคณะอำเภอเขาชัยสน  และเจ้าอาวาสวัดสุวรรณประดิษฐาราม อ.เขาชัยสน จ.พัทลุง เครือข่ายสังฆะเพื่อสังคมภาคใต้ตอนล่าง  กล่าวว่า พื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง ตั้งแต่จังหวัดพัทลุง ลงไปนั่นก็ถือว่าอยู่ในเครือข่ายที่จะต้องร่วมด้วยช่วยกันด้วยบางจังหวัดเป็นพื้นที่เสี่ยงภัย ขอประชาสัมพันธ์เพื่อวางแนวทางวางเป็นทัดฐานในการที่จะบวชสร้างสุขช่วง เมษายน 2568 นี้ และขอเชิญชวนพี่น้องชาวจังหวัดพัทลุง ในวันที่ 5 เมษายนนี้ อาตมาจะเป็นพระอุปัชฌาย์บรรชาสามเณรภาคฤดูร้อนของสํานักปฏิบัติธรรมพัทลุง และได้วางนโยบาย และแนวทางที่จะอบรมผู้เข้ามาบวชให้เป็นบรรทัดฐาน ว่า ตลอดงาน บวชแบบเรียบง่าย  ให้มีการสื่อสาร ประชาสัมพันธ์ ผู้ที่จะมาบวชในวัดใกล้บ้าน  มีการจัดหาอัฐบริขารให้ฟรี  ถือว่าสนองนโยบายคณะสงฆ์  และที่สำคัญตลอดระยะเวลามีของการบวชมีการอบมให้ความรู้อย่างเป็นระบบ เป็นต้น ดั้งคำขวัญที่ว่า “บวชสร้างสุข ขจัดทุกข์ได้ตลอดไป และใส่ใจบวชสร้างสุขตลอดชีวิต คิดอย่างมีคุณต่อพระพุทธศาสนา อย่างมั่นคง”

    ด้านนายชัยณรงค์ คำแดง ผู้จัดการโครงการบวชสร้างสุข และเลขานุการมูลนิธิสังฆะเพื่อสังคม ได้กล่าวส่งท้ายว่า นี่ก็ถือคำกล่าวของผู้แทนพระสงฆ์นักพัฒนาสังฆะเพื่อสังคมแต่ละภาคด้วยความเป็นห่วงคนไทยที่จะจัดงานบวชลูกหลานกลัวจะพบเรื่องที่ต้องเสียใจไปตลอดชีวิต จึงได้เชิญชวน คนไทยจัดบวชลูกหลานช่วงเทศกาลสงกรานต์ และช่วงเวลาอื่นๆ แบบ “บวชสร้างสุข” ประหยัด เรียบง่าย  ยึดพระธรรมวินัย ลดค่าใช้จ่าย ลดความรุนแรง ลดปัจจัยเสี่ยง  ลดฆ่ากันตายในงาน จะได้บุญเต็มร้อย ซึ่งถือเป็นการสืบทอดพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง

  • เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาสังฆะเพื่อสังคม 9 ภาค ห่วงใยประเทศวอนรัฐบาล “ขอให้สร้างสังคม เศรษฐกิจให้เติมโตด้วยปัญญาที่เป็นจุดแข็งของประเทศ หยุดสร้างฐานเศรษฐกิจด้วยอบายมุข เพราะจะนำประเทศไทยไปสู่ความฉิบหาย”

    เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาสังฆะเพื่อสังคม 9 ภาค ห่วงใยประเทศวอนรัฐบาล “ขอให้สร้างสังคม เศรษฐกิจให้เติมโตด้วยปัญญาที่เป็นจุดแข็งของประเทศ หยุดสร้างฐานเศรษฐกิจด้วยอบายมุข เพราะจะนำประเทศไทยไปสู่ความฉิบหาย”

    เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2568 ณ ห้องประชุมศาลาปฏิบัติธรรม วัดทับมา อ.เมืองระยอง จ.ระยอง เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนา สังฆะเพื่อสังคม 9 ภาค โดยมีผู้แทนจากแต่ละภาค ได้แก่ พระครูสุวรรณโพธิวรธรรม,พระครูภัทรธรรมคุณ, ดร., พระครูปริยัติสุวัฒนาภรณ์, ดร., พระครูโพธิวีรคุณ, พระอธิการโสภณ ปิยธมฺโม, ดร., พระครูกิตติปริยัติคุณ, พระมหาบวร ปวรธมฺโม, พระครูสุมณฑ์ธรรมธาดา, พระครูอุดมสุวรรณสถิต และพระสงฆ์นักพัฒนาอื่น ๆ ที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนงานพัฒนาสังคมมากว่า 30 ปี ได้ประชุมหารือเพื่อทบทวนกระบวนการทำงานและกำหนดทิศทางในอนาคตตามเป้าหมาย “ธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์แห่งชาติ ปี 2560 และ ปี 2566” ซึ่งมีวิสัยทัศน์ว่า “พระแข็งแรง วัดมั่นคง ชุมชนเป็นสุข”

    โดยเฉพาะประเด็น “ชุมชนเป็นสุข” ได้มีการยกประเด็นนโยบายรัฐบาลขึ้นมาระดมความคิดเห็น ท้ายสุดที่ประชุม ได้แสดงความห่วงใยต่อผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อสังคมและประเทศชาติ จากนโยบายต่าง ๆ ของรัฐบาลที่เกี่ยวเนื่องกับอบายมุข จึงได้แสดงความเห็น และขอให้ข้อมูล จุดยืน แต่ละประเด็น ดังนี้

    1. พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร (Entertainment Complex) 

    ตามที่รัฐบาลได้ผลักดันเข้าสภาแล้วนั้น ส่วนประกอบสำคัญใน พ.ร.บ.ฉบับนี้คือ “กาสิโน” ซึ่งจะส่งผลให้พื้นที่ประเทศไทยสามารถเปิด “กาสิโน” หรือแหล่งพนันอย่างถูกกฎหมายหลายแห่ง หลายขนาด ในหลายพื้นที่  ไม่มีขีดจำกัด สามารถอนุมัติด้วยอำนาจของฝ่ายการเมืองไม่ได้ฟังเสียงประชาชน

    ข้อมูลประสบการณ์ทั่วโลก “กาสิโน” เป็นพื้นที่เชื่อมโยงกับการกระทำผิดกฎหมายและอาชญากรรมหลากหลายระดับ ทั้งข้ามชาติ ภายในประเทศ และท้องถิ่น ก่อเกิดการฉ้อโกงทุจริตคอรัปชัน  การเปิดให้มี “กาสิโน” ถูกกฎหมายเท่ากับเปิดพื้นที่ให้กลุ่มอาชญากรรมได้ฟอกเงิน เป็นเหตุแห่งกระบวนการเซาะกร่อนบ่อนทำลายระบบเศรษฐกิจ การเงินธนาคารของประเทศ   ในขณะเดียวกัน สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระบุชัดเจนว่า “การพนันไม่นับรวมเป็นรายได้ประชาชาติ” แล่ะคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ชี้ข้อมูลต่อร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้มีปัญหาทั้งในแง่หลักการและวัตถุประสงค์ที่ไม่ชัดเจน ไม่สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล

    ในด้านสุขภาพนั้น การพนัน ถือเป็นสิ่งเสพติดประเภทหนึ่งเรียกว่า “โรคติดพนัน” เกิดปัญหาการกระตุ้นทางจิต ทำให้เกิดภาวะติดพนัน จากสถิติพบว่า นักพนัน 10 คนจะมีปัญหาเรื่องสุขภาพที่ต้องเข้าบำบัดรักษาถึง 2 คน  

    ในทางพระพุทธศาสนา ได้บรรจุคำสอนไว้อย่างชัดเจนว่า “การพนัน”  คือ หนทางแห่งความฉิบหาย เสื่อม พินาศ ย่อยยับ ของบุคคลผู้เล่น  คนรอบข้าง  พื้นที่ ท้องถิ่น  จึงมีคำพูดที่ว่า “โจรปล้นบ้าน 10 ครั้งยังไม่เท่าไฟไหม้ครั้งเดียว ไฟไหม้ 10 ครั้งยังไม่เท่ามีคนในบ้านติดการพนัน” เป็นคำกล่าวที่คนโบราณว่าไว้ถึงอันตรายจากการพนัน  ข้อมูลประจักษ์ คนร่ำรวย ติดชายแดนประเทศเพื่อนบ้าน ข้ามไปเล่นพนัน ติดพนัน จากคนมีทรัพย์สินมากมายกลายมาเป็นคนยากจนสินเนื้อประดาตัว

    2. การจะเปิดให้มีการเล่นพนันออนไลน์ถูกกฏหมาย

    ภายใต้ พระราชบัญญัติการพนัน พุทธศักราช  และร่างปรับปรุง ร่างพระราชบัญญัติการพนัน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ….  คาดว่า “มหาดไทย” เตรียมชงร่าง พ.ร.บ.การพนันฉบับแก้ไขเข้า ครม. 25 ก.พ. นี้ หลังจบขั้นตอนรับฟังความเห็นคนส่วนใหญ่ “เห็นด้วย” เพิ่มบทลงโทษคุมบ่อน พนันออนไลน์ ผู้เล่น ผู้จัด ยันคนคุม ระบบโทษสูงสุด 7 – 12 ปี

    คำอธิบายหลักการหรือประเด็นสำคัญของร่างกฎหมายหรือกฎหมายที่นำมารับฟังความคิดเห็น

    (1) กำหนดห้ามมิให้อนุญาตจัดให้มี หรือเข้าเล่น หรือเข้าพนันออนไลน์ในการเล่นอันระบุไว้ในบัญชี ก. และบัญชี ข. เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงาน

    (2) กำหนดโทษของผู้จัดให้มีการเล่นการพนันและพนันออนไลน์ หรือผู้ควบคุมระบบ และผู้เข้าเล่นการพนันและพนันออนไลน์ให้เหมาะสมแก่สภาพและความร้ายแรงแห่งความผิด

    (3) กำหนดอำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติการพนัน พุทธศักราช 2478 เพื่อบังคับใช้มาตรการในการป้องกันและปราบปรามผู้กระทำผิด

    ผู้เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้กฎหมาย

    1. เจ้าหน้าที่ของรัฐ ได้แก่ เจ้าหน้าที่ของรัฐสังกัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงวัฒนธรรม และกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น
    2. ผู้ประกอบการ ได้แก่ ผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับการจัดให้มีการเล่นการพนัน/ประชาชนผู้เข้าเล่นการพนัน

              โดยได้อ้างเหตุผลความจำเป็นของการให้มีระบบอนุญาต ระบบคณะกรรมการ หรือ การกำหนดโทษอาญา รวมทั้งหลักเกณฑ์การใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่รัฐ

    เจตนารมณ์ของกฎหมายว่าด้วยการพนันนั้น ตราขึ้นเพื่อควบคุมและรักษาความสงบเรียบร้อยในสังคม โดยกำหนดให้มีการควบคุม ตรวจสอบ การอนุญาต และการโฆษณาการจัดให้มีการเล่นการพนัน รวมถึงกำหนดมาตรการในการป้องกันและปราบปรามผู้กระทำผิด การจัดให้มีการเล่นการพนันจึงมีความจำเป็นต้องมีการตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่อย่างเข้มงวด ดังนั้น ระบบการอนุญาตจึงมีความจำเป็นเพื่อควบคุมและตรวจสอบผู้ขออนุญาตให้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของเจ้าพนักงานผู้ออกใบอนุญาต เพื่ออำนวยความสะดวกแก่เจ้าหน้าที่ในการบังคับใช้กฎหมายให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ เพื่อเป็นการรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคม และคุ้มครองประชาชน จึงต้องกำหนดบทลงโทษผู้กระทำผิดด้วยโทษทางอาญาที่มีอัตราโทษสูง เพื่อให้ผู้กระทำผิดเกิดความเกรงกลัว

    เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาสังฆะเพื่อสังคม ไม่เห็นด้วย กับการที่รัฐบาลจะเปิด อนุญาตให้ประชาชนสามารถขออนุญาตเปิด และเล่นพนันออนไลน์ถูกกฎหมาย เพราะการพนันออนไลน์เป็นการเปิดช่องทางให้เกิดนักพนันที่มากขึ้นนับตั้งแต่เยาวชน ถึงประชาชนทั่วไป จะเป็นเหตุเพิ่มคนติดพนัน เหตุอาชญากรรม ความรุ่นแรง ความล่มสลายของครอบครัว ความอ่อนแอของชุมชน และคนไทยโดยรวม ทั้งนี้ ไม่เชื่อมันในกระบวนการกำกับควบคุม ของกลไกตามที่กล่าว และเชื่อมั่นในหลักคำสอนทางพระพุทธศาสนา “อบายมุข  คือ ปากแห่งอบาย ปากแห่งความเสื่อม ช่องทางแห่งความฉิบหาย พินาศ ”  จึงขอให้รัฐบาลได้มีการทบทวนอย่างรอบด้าน

    3. ร่างพระราชบัญญัติ กัญชา กัญชง พ.ศ…..

    เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาสังฆะเพื่อสังคม  เห็นด้วยกับหลักการ การควบคุม เนื้อหาสำคัญใน พ.ร.บ. นี้

    1. มุ่งเน้นในการป้องกันและเยาวชน
    2. ใช้กัญชาเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ เป็นทางเลือกให้ประชาชนอย่างเท่าเทียม
    3. มีคณะกรรมการที่มาจากภาคประชาชนเพื่อคุ้มครองสุขภาพของประชาชนคุ้มครองผู้บริโภค และประโยชน์สาธารณะ

    4. การที่นายกรัฐมนตรี มีคำสั่งให้ทบทวน “การห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 5 วันพระใหญ่ และเวลาขาย”

    “แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2568 ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปทำการศึกษาและทบทวนกฎหมายห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอออล์ในวันพระใหญ่ และการห้ามขายในช่วงเวลา 14.00-17.00 น. ภายหลังได้รับข้อร้องเรียนจากภาคธุรกิจว่ากฎหมายเหล่านี้เป็นอุปสรรคต่อการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และอุปสรรคต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ ไม่สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่มีการส่งเสริมการท่องเที่ยว”

    ข้อเท็จจริงที่นักวิชาการสรุปไว้  “เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไม่ใช่สินค้าปกติ ดื่มแล้วเมาทำให้ขาดสติ เป็นสาเหตุของปัญหาสังคม การดื่มแล้วขับ การทำร้ายร่างกายทะเลาะวิวาท ซึ่งจะเห็นว่ามีเยอะมากในสังคมปัจจุบัน นำไปสู่การใช้สารเสพติดชนิดอื่น รวมถึงเรื่องการพนันด้วย ซึ่งแพทย์ประจำห้องฉุกเฉินบอกว่า เคสที่ได้รับผลกระทบจากการดื่มแอลกอฮอล์จะมาที่ห้องฉุกเฉินเยอะโดยเฉพาะช่วงหลัง ปิดสถานบันเทิง ทำให้เกิดภาระงานเพิ่มขึ้น และเกิดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น ทำให้มีการจำกัดเวลาขายเพื่อป้องกันปัญหาจากการดื่มแอลกอฮอล์ในบางช่วงเวลา  ประสบการณ์ในต่างประเทศก็มี โดยมีทั้งประเทศที่เคยขาย ดื่มได้ตลอดเวลา สุดท้ายต้องออกมาตรการจำกัดการขาย กับประเทศที่เคยมีการจำกัดการขาย ต่อมาขอเปิดขายแล้วสุดท้ายก็ต้องกลับมาใช้มาตรการควบคุม จำกัดการขายอีก เช่น ฝั่งยุโรป และสหรัฐอเมริกาในบางรัฐห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในวันอาทิตย์

    ดังนั้น รัฐบาลต้องไม่รีบร้อน ต้องมีการศึกษาอย่างรอบด้าน จริงๆ เป้าหมายในการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลคืออะไร เพราะการกระตุ้นเศรษฐกิจมีหลายแบบ ที่ควรทำคือนโยบายที่สร้างผลกระทบน้อยที่สุด และไม่ใช่แบบที่เอาตัวเลขรายได้ที่ได้มาลบจากผลกระทบสุขภาพในด้านต่างๆ  แล้วเห็นว่ายังพอมีกำไรก็เลือกทำ แต่สิ่งที่รัฐบาลควรทำคือต้องทำนโยบายที่มีผลกระทบกับสุขภาพน้อยที่สุด  และที่จริง คนต่างชาติมาเที่ยวไทยเพราะต้องการดูบ้านเมือง วัฒนธรรมไทย ไม่ใช่หวังเข้ามาดื่มแอลกอฮอล์ แล้วที่จริงวันพระใหญ่ก็มีแค่ 4 วันใน 356 วัน เมื่อเทียบกับบางประเทศเขาห้ามขายถึง 52 วันใน 1 ปี ถ้ามองในมุมนี้ ถือว่าประเทศไทยมีวัน เวลาที่ขายได้ สร้างเศรษฐกิจได้ หลายวันอยู่แล้ว แล้วการส่งเสริมงดขายเหล้าในวันพระก็เป็นวัฒนธรรมพื้นฐาน”

    ดังนั้น เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาสังฆะเพื่อสังคม 9 ภาค ขอเจริญพร วอนเรียกร้อง ดังนี้

    1. ขอให้รัฐบาล และฝ่ายค้าน หยุดนโยบายที่เข้าใจว่า จะสร้างรายได้ ความเจริญเติมโตทางเศรษฐกิจ ของประเทศจากสร้างอบายมุขต่าง ๆ ตามบ้านเมือง เพราะที่สุดแล้วตามสัจธรรมคำสอนในพระศาสนามันคือ ความฉิบหาย ความพินาศของประเทศและประชาชน

    2. ขอเรียกร้องรัฐบาล พร้อมฝ่ายค้าน ให้มีการทบทวนนโยบายต่าง ๆ ตามที่ระบุข้างต้นนั้น ด้วยการอิงหลักวิชาการ และประสบการณ์ต่างๆ ทั้งในการบริหารประเทศที่ผ่านมา และประสบการณ์จากต่างประเทศอีกมากมายในการประกอบพิจารณาด้วยจิตใจที่ดีงามและความปรารถนาดีต่อประเทศไทยและประชาชน  ลูกหลาน

    3. ขอเรียกร้องรัฐบาล และฝ่ายค้าน ให้มีการเสนอนโยบายพัฒนาจากจุดแข็งของประเทศ คือ สังคมเกษตรกร ข้าว มันสำปะหลัง พืช ผัก ไก่ ปลา ทำอย่างไรต้นทุนถึงจะน้อย การผลิตมีคุณภาพ มีการพัฒนาการตลาด พัฒนาเทคโนโลยี มีโรงงานรองรับ และโรงงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ ทำอย่างไรถึงจะอยู่ได้ การค้าภายในประเทศ และต่างประเทศ อีกมากมายที่จะสร้างมูลค่าเพิ่ม สร้างความเจริญทางเศรษฐกิจ และรายได้ให้ประเทศ


  • เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาฯ ชวนคนไทย สวดมนต์ข้ามปี วัดใกล้บ้าน หยุดกิจกรรมเสี่ยง เลี่ยงที่จะเริ่มต้นปีด้วยการสูญเสีย  อย่าให้ภาพเคาท์ดาวน์มรณะซานติก้าผับกลับมาสังคมไทย ยกระดับดีสวดมนต์เข้าใจเนื้อหา นำมาปฏิบัติ เป็นสังคมตื่นธรรมะ “สวดมนต์สร้างปัญญา”

    เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาฯ ชวนคนไทย สวดมนต์ข้ามปี วัดใกล้บ้าน หยุดกิจกรรมเสี่ยง เลี่ยงที่จะเริ่มต้นปีด้วยการสูญเสีย  อย่าให้ภาพเคาท์ดาวน์มรณะซานติก้าผับกลับมาสังคมไทย ยกระดับดีสวดมนต์เข้าใจเนื้อหา นำมาปฏิบัติ เป็นสังคมตื่นธรรมะ “สวดมนต์สร้างปัญญา”

    นช่วงเทศกาลปีใหม่ 2568 รัฐบาลได้ขยายระยะเวลาเฝ้าระวังอุบัติเหตุทางถนนจากเดิม 7 วัน เป็น 10 วันอันตราย ตั้งแต่วันที่ 27 ธันวาคม 2567 ถึง 5 มกราคม 2568 สาเหตุหลักมาจากสถิติอุบัติเหตุในช่วง  เทศกาลปีใหม่ 2567 ที่ผ่านมา พบว่าเกิดอุบัติเหตุ 2,288 ครั้ง มีผู้บาดเจ็บ 2,307 คน และเสียชีวิต 284 คน รัฐบาล ได้เพิ่มมาตรการเข้มงวด ตั้งด่านชุมชน ตรวจวัดแอลกอฮอล์เข้มทุกกรณี พร้อมรณรงค์ “ขับไม่ดื่ม ดื่มไม่ขับ” เพื่อสร้างความปลอดภัยบนถนน

    ในขณะเดียวกัน เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาฯ ชวนคนไทยร่วมเปลี่ยนมุมมองเฉลิมฉลองปีใหม่ ด้วยกิจกรรม “สวดมนต์ข้ามปี” ที่วัดใกล้บ้าน หวังลดพื้นที่เสี่ยง เพิ่มพื้นที่ปลอดภัย ลดความสูญเสียจากอุบัติเหตุบนท้องถนน และสร้างปีใหม่ที่สงบสุขด้วยการสะสมบุญ เจริญสติ ก้าวข้าวปีเก่าอย่างมีสิริมงคลร่วมกัน ภายใต้แนวคิด  “สวดมนต์ข้ามปี ตื่นธรรมรับปีใหม่ เริ่มต้นดี ชีวิตดี ปี 2568” พร้อมกับรณรงค์ ส่งเสริมให้คนไทยใส่เสื้อหลากสีเข้าวัด ไม่จำเป็นต้องเป็นชุดขาวอย่างเดียว ทั้งนี้เพื่อดึงคนรุ่นใหม่ หรือประชาชนทั่วไปที่ไม่ได้ใส่ชุดขาว สามารถ เข้าร่วมกิจกรรมได้อย่างไม่รู้สึกแปลกแตกต่าง

    เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2567 ที่ผ่านมา พระครูภัทรธรรมคุณ, ดร. เจ้าคณะอำเภอพัฒนานิคม จ.ลพบุรี และคณะกรรมการมูลนิธิสังฆะเพื่อสังคม ได้ร่วมแลกเปลี่ยน ในเวทีเสวนา เฉลิมฉลองปีใหม่ Party NO – L ณ โรงแรม เอบีน่า เฮ้าส์ วิภาวดี64 กรุงเทพมหานคร ถึง สถานการณ์ปัญหาสังคมไทยที่เกิดขึ้น ในช่วงเทศกาลปีใหม่ ที่หลายคนต่างมีการเฉลิมฉลอง กินดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์กัน ส่งผลให้เกิดคนเมาสู่ท้องถนน เกิดอุบัติเหตุ หลายราย โดยในพื้นที่ของ อำเภอพัฒนานิคม เป็นอันดับ 2 ของจังหวัดลพบุรี เนื่องจากเป็นอำเภอที่มีแหล่งท่องเที่ยวค่อนข้างเยอะ เช่น เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ และถนนเดินทางสะดวก ในทุก ๆ ปี จะมีการตั้งด่านชุมชน เป็นจุดสกั้น ตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ เพื่อป้องกันปัญหา เมาแล้วขับ โดย อาตมาได้มีโอกาส ไปเยี่ยมให้กำลังใจด่านชุมชน มีการนำอาหาร กาแฟ เครื่องดื่มไปมอบให้ในทุกปี ได้มองเห็นปัญหา แล้วฉุกคิดว่า เราจะทำอย่างไรจะช่วยลดปัญหานี้ลงได้ โดยได้มองไปที่รอบ ๆ วัดของตนเองในช่วงเทศกาลปีใหม่ มีแต่เสียงดนตรี เลี้ยงฉลอง ดื่มเหล้ากัน ก็เลยจัดสวดมนต์ข้ามปี โดยเมื่อปี 2547 นั้น ใช้คำว่า “สวดมนต์สร้างสุข สามัคคี ทำความดี วิถีพุทธ”

    โดยที่จัดตอนแรก ๆ  ก็มีคนมาเข้าร่วมประมาณ 100 กว่าคน ทำต่อเนื่องมายาวนาน จนสำนักงานพระพุทธศาสนา วัฒนธรรมจังหวัด หรือ แม้กระทั่งหน่วยงานภาคี อย่าง สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้เข้ามาช่วยส่งเสริม จนปัจจุบันนั้น ประมาณ 1,200 คน ที่มาสวดมนต์ที่วัด และได้มีการขยายแนวคิดออกไปยังวัดต่าง ๆ ให้จัดกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปีด้วย พบว่า ชุมชนบริเวณรอบวัดนั้น ไม่มีการจัดงานเลี้ยงฉลองปีใหม่ กินดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์กัน เหมือนเมื่อก่อน ถือว่าช่วยลดผลกระทบลงได้เยอะมาก

    ด้าน พระมหาบวร ปวรธมฺโม เจ้าอาวาสวัดบุญนารอบ จ.นครศรีธรรมราช เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาภาคใต้ กล่าวว่า ในพื้นที่ของภาคใต้เอง ในช่วงวันที่ 31 ธันวาคม ของทุกปี เกือบทุกวัดในภาคใต้เรา ได้มีการกำหนดให้มีการจัดกิจกรรม สวดมนต์ข้ามปี ทั้งในระดับ หมู่บ้าน ตำบล อำเภอ และระดับจังหวัด โดยกิจกรรม หลายวัดเริ่มจัดตั้งแต่ 18.00 น. ก็จะเริ่มมีการทำวัตร สวดมนต์ พลัดเปลี่ยน โดยหลายวัดก็ได้มีการจัดกิจกรรมสนุกสนานร่วมกับญาติโยมที่มาร่วมกิจกรรม ด้วยการจับสลากหางบัตร เพื่อรับของขวัญด้วย จัดกิจกรรมร่วมกันไปจนถึงช่วง 23.00 น. ก็จะมีการสวดเจริญพุทธมนต์ ไปจนถึงช่วง 00.30 น. เริ่มต้นวันใหม่ 1 มกราคม โดยในช่วงเช้าของ วันที่ 1 มกราคม ก็จะมีการทำบุญตักบาตร ข้าวสารอาหารแห้งร่วมกันอีกครั้ง อาตมภาพคิดว่า ในช่วงเวลาของการเปลี่ยนผ่านพุทธศักราชใหม่นั้น ในฐานะของพุทธศาสนิกชน ควรนำคำสอนของพระพุทธศาสนามาสาธยาย ผ่านบทสวดมนต์ ปฏิบัติธรรม ทำความดี ห่างไกลอบายมุข เหล้า บุหรี่ ยาเสพติด การพนัน ของมอมเมาทุกชนิด ปีใหม่ ควรเป็นปีที่ดีกว่าเดิม หากเป็นปีแห่งความสูญเสีย ก็คงเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย ฉะนั้นแล้ว เรามาฉลองปีใหม่ด้วยธรรมะ ด้วยปัญญาร่วมกันน่าจะดีกว่า ต้องตระหนักว่า “หยุดกิจกรรมเสี่ยง เลี่ยงที่จะเริ่มต้นปีด้วยการสูญเสีย”

    สำหรับโซนภาคเหนือนั้น พระครูสุมณฑ์ธรรมธาดา เจ้าอาวาสวัดคลองกระจง จ.สุโขทัย กล่าวว่า การสวดมนต์ข้ามปี เราทำทุกปี ซึ่งเราทำมานานจนเป็นต้นแบบให้สำนักงานพระพุทธศาสนานำไปผลักดันเข้าสู่มหาเถรสมาคม มีมติให้ทุกวัดเปิดศาสนสถานในช่วงเทศกาลปีใหม่ เปิดเป็นพื้นที่ทางเลือก ในการจัดกิจกรรมเฉลิมฉลอง จัดเลี้ยงปีใหม่สังสรรค์ ที่เต็มไปด้วยปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ เปิดพื้นที่สร้างค่านิยมการเฉลิมฉลองปีใหม่ที่ปลอดภัย และเป็นสิริมงคล โดยพระร่วมกับชุมชน ในการร่วมมือกันจัดเตรียมงาน เตรียมสถานที่ให้มีความพร้อมต่อการรองรับญาติโยมที่เดินทางมาร่วมงานในวัด โดยหลายวัดก็ไม่เพียงแต่มีการสวดมนต์เท่านั้น แต่ยังมีการจัดพิธีกรรมต่าง ๆ ร่วมด้วย เช่น การจัดกิจกรรมสะเดาะห์เคราะห์ ต่อชะตาตามความเชื่อ การปิดทองลูกนิมิตร การทำพิธีพุทธาภิเษก ประพรมน้ำพุทธมนต์ การกราบสักการะพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ คู่บ้านคู่เมือง เป็นต้น เพื่อให้เกิดเป็นทางเลือก ของกลุ่มเป้าหมายหลายกลุ่ม เพื่อหวังลดพื้นที่เสี่ยง จากการที่เลี้ยงฉลองกันตามผับบาร์ หรือจับกลุ่มเลี้ยงฉลองเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ที่เป็นแหล่งผลิตคนเมา สู่ท้องถนน ก่อให้เกิดอุบัติเหตุ จนบาดเจ็บ ถึงเสียชีวิตหลายราย

    ในส่วนในพื้นที่ของภาคอีสาน ด้าน พระครูอมรชัยคุณ (หลวงตาแชร์) เจ้าอาวาสวัดอาศรมธรรมทายาท จ.นครราชสีมา ได้กล่าวถึง การดำเนินกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปีของวัดในภาคอีสานว่า เป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมความสามัคคีกันระหว่างวัดกับชุมชน ต่างช่วยกันจัดสถานที่ไว้รองรับญาติโยมมาสวดมนต์ที่วัด มีการระดมจิตศรัทธา จัดตั้งโรงทาน อาหารเครื่องดื่มไว้ให้กับญาติโยม ที่มาทำกิจกรรมร่วมกัน ตั้งแต่ช่วงเย็นวันที่ 31 ธันวาคม ก่อนที่จะร่วมกันเจริญพระพุทธมนต์ข้ามปี ในระหว่างนั้นก็จะมีการทำวัตร ปฏิบัติธรรม เสวนาบรรยายธรรมเป็นระยะ ๆ โดยส่วนตัวที่วัดอาศรมธรรมทายาท เองจะมีเครือข่ายของโรงเรียนเบาหวานวิทยา ที่ส่งเสริมในเรื่องของสุขภาพ ก็จะมีการแลกเปลี่ยนเสวนากันในประเด็นของเรื่องของสุขภาพ การดูแลตัวเองร่วมด้วย

    ด้าน นายชัยณรงค์ คำแดง รองผู้อำนวยการสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า กองงานเลขาเครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนา ได้กล่าวว่า ไม่อยากเห็นภาพความสูญเสียในอดีตเคาท์ดาวน์มรณะ”ซานติก้าผับ” ปีแห่งฝันร้ายคืนฉลองปีใหม่ 2552 ไฟไหม้สถานบันเทิงชื่อดังกลางกรุงฯ เสียชีวิต 67 คนบาดเจ็บกว่า 117 คน บทเรียนสำคัญที่ทำให้สังคมไทยได้มีคำว่า “สวดมนต์ข้ามปี” จนกลายมาเป็นวิถีของคนทุกเพศวัย ต้องไปสวดมนต์ข้ามปี สำหรับปีนี้ทุกวัดสำคัญๆ เป็นรู้จักจะสวดมนต์ข้ามปี มีแต่วัดเล็กก็จัด อย่างไรก็ตาม ปีนี้ถือว่าเป็นปีที่สำคัญคนไทยทุกกลุ่มวัยสนใจธรรมะ ที่เรียกว่า “ตื่นธรรมะ” อยากจะเชิญชวนสวดมนต์ข้ามปี ยกระดับดี เข้าใจเนื้อหาบทสวด แล้วนำไปปฏิบัติ เช่น อริยสัจ 4  ทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรค ซึ่งเป็นธรรมเริ่มต้นแห่งธรรมทั้งปวง หลักปฏิบัติเริ่มต้นของมนุษย์ ที่เป็นเหตุ เป็นปัจจัยซึ่งกันและกัน ที่สุดเป็น “สวดมนต์สร้างปัญญา”

    สำหรับกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปี ในช่วงเทศกาลปีใหม่ ในวันที่ 31 ธันวาคม 2567 นี้ มีวัดในเครือข่ายของพระสงฆ์นักพัฒนา สังฆะเพื่อสังคม ที่กระจายอยู่ ทุกภูมิภาค ทั่วประเทศ จัดสวดมนต์ข้ามปี จำนวน 166 วัด คาดมีผู้เข้าร่วมสวดมนต์ ราว 21,079 คน จากสถิติ นอกจากนี้ ยังมีการถ่ายทอดสดกิจกรรม ให้กับประชาชนที่ไม่สามารถออกไปร่วมกิจกรรมที่วัด สามารถร่วมกิจกรรมได้ทุกที่ ผ่าน Facebook จำนวน 17 ช่องทาง

    โดยสามารถเช็ควัดที่มีการจัดสวดมนต์มนต์ข้ามปี และช่องทาง การถ่ายทอดสดได้ที่ มูลนิธิสังฆะเพื่อสังคม

  • จอ.สหัสขันธ์ ขานรับนโยบาย “บวชสร้างสุข” พร้อมแจง ถึงเวลาสังคายนาพิธีกรรมงานบวชแล้ว คนอยากบวชสร้างสุขแต่การสื่อสารเข้าไม่ถึง

    จอ.สหัสขันธ์ ขานรับนโยบาย “บวชสร้างสุข” พร้อมแจง ถึงเวลาสังคายนาพิธีกรรมงานบวชแล้ว คนอยากบวชสร้างสุขแต่การสื่อสารเข้าไม่ถึง

    ค่านิยมการจัดงานบวชในสังคมไทยปัจจุบัน ส่งผลให้ชาวพุทธไทยสูญค่าใช้จ่ายหลักล้าน คนไม่มีเงิน ทุนน้อย ไม่กล้าบวช  ซ้ำร้ายการจัดงานใหญ่โต เลี้ยงฉลองน้ำเมา ทำให้เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงและอุบัติเหตุในงานบวช มากกว่า 11 ครั้ง/ปี (95 ครั้ง จากผลสำรวจในปี 2559 – ก.ค. 2567) บาดเจ็บกว่า 23 ราย/ปี เสียชีวิตกว่า 7 ราย/ปี

    เมื่อวันจันทร์ที่ 23 กันยายน 2567 ที่ผ่านมา คณะสงฆ์จังหวัดกาฬสินธุ์ ได้จัดเวทีเสวนา ถอดบทเรียนงานบวชสร้างสุข อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ พื้นที่ต้นแบบที่ขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะบวชสร้างสุข ภายใต้แนวคิด ประหยัด เรียบง่าย ยึดหลักพระธรรมวินัย โดยพระสงฆ์เป็นผู้นำในการสื่อสารกับ ชุมชนเจ้าภาพในการจัดงานบวชแบบเรียบง่าย เพื่อสร้างต้นแบบ ของการจัดงานบวช ต้านทานกระแสสังคมนิยม ที่มีค่านิยมการจัดงานบวชใหญ่โต แข่งขันฐานะ หน้าตาในสังคม อันส่งผลกระทบต่อพระพุทธศาสนา และสุขภาวะของชุมชน    

    พระครูจันทธรรมานุวัตร รองเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ องค์ประธานในเวทีเสวนา ได้กล่าวถึงการขับเคลื่อนงานที่ผ่านมาที่ทางคณะสงฆ์เองได้มุ่งมั่นตั้งใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระเดชพระคุณ พระเมธีวัชราจารย์ เจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ ได้สนับสนุนอย่างเต็มที่นโยบายบวชสร้างสุข  ดังนั้น รูปแบบที่จะบวชแก่บุคคลแบบสร้างสุขเข้ามาในพระพุทธศาสนา ให้กับคนในสังคม มีการยกย่องเชิดชูผู้ที่บวช ให้รู้สึกภาคภูมิใจ ในสิ่งที่ตนทำและเป็นแบบอย่างให้กับสังคม ในเวทีครั้งนี้เองก็จะมาร่วมกันสะท้อนบทเรียน ที่เราร่วมกันขับเคลื่อนมา เราได้มีการเก็บข้อมูลสถิติ จำนวน นาค หรือเจ้าภาพที่จัดงานบวชเข้ามาแบบเรียบง่าย ตามสิ่งที่เรารณรงค์

    สิ่งสำคัญในการแลกเปลี่ยนเสวนาครั้งนี้ อยากจะฝากกับทุกท่าน ที่เป็นเจ้าคณะ พระสังฆาธิการ โดยเฉพาะพระอุปัชฌาย์ เราควรที่จะร่วมกันส่งเสริมให้มีการบวชฟรี ตามวาระโครงการ จะทำให้ผู้ที่สนใจจะบวช เข้ามาบวชเยอะ สิ่งที่พวกเราทำตรงนี้ถือว่าเป็นต้นทาง กลางทางคือการที่ผู้บวชเข้ามาแล้วเราช่วยอบรมบ่มนิสัย ฝึกปฏิบัติ ปลายทางเมื่อเขาลาสิกขาออกไป หากมีการติดตามได้ก็จะเป็นการดี ว่าการที่เขาเข้ามาบวชในโครงการบวชสร้างสุข แล้วเมื่อลาสิกขาไปนั้นเป็นอย่างไร มีคุณภาพชีวิตที่ดี เป็นผู้มีอาชีพสุจริตดี ดำรงตนดีหรือ ไม่ก็จะเป็นการดี จากการขับเคลื่อนงานในส่วนของอำเภอเมืองเอง คณะสงฆ์เราเองก็มองเห็นว่า เป็นโครงการที่ดี ควรค่าแก่การรักษา และทำอย่างต่อเนื่อง มีการขยายผลไปยังพื้นที่อำเภออื่น ๆ ต่อไป

    พระครูปริยัติพุทธิคุณ (ฐิตคุโณ) เจ้าอาวาสวัดใต้โพธิ์ค้ำ ผู้รักษาการแทนเจ้าคณะอำเภอเมืองกาฬสินธุ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาทางวัดไม่ได้สนับสนุนแนวคิดเรื่องการแห่นาคเสียงดัง และมีค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนมากๆ ในการจัดงานบวชโดยได้ให้แนวคิดว่าใครอยากได้บุญเยอะก็ให้จัดแบบเรียบง่าย ถ้ามีขบวนแห่นาคเสียงดังๆ ก็ให้แห่ได้จากบ้านมาแต่ไม่อนุญาตให้เข้ามาแห่ภายในวัด เมื่อมีนโยบายงานบวชสร้างสุขของอำเภอเมืองก็ได้เปิดทางเลือกให้ญาติโยมผู้ที่จะบวชลูกหลาน ไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายเยอะมีแพ็คเกจเลือก 10,000 บาททางวัดจัดการอำนวยความสะดวกให้ครบจนเสร็จสิ้นงาน มีสถานที่ จัดตั้งกองบวชให้ ข้าวปลาอาหารเลี้ยงพระได้ทั้งวัด และที่สำคัญปัจจัย 10,000 บาทได้ถวายพระภิกษุสามเณรที่เป็นนักเรียนนักศึกษาภายในวัดด้วย

    ในส่วนของบทเรียนการขับเคลื่อนงานบวชสร้างสุขของอำเภอเมืองกาฬสินธุ์ เจ้าอธิการแดง ปญฺญาวโร เจ้าคณะตำบลบึงวิชัย วัดป่าชัยมงคล ได้กล่าวรายงานและนำเสนอในที่ประชุมว่า คณะสงฆ์อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ได้ขับเคลื่อนงานโครงการบวชสร้างสุขโดยใช้เครื่องมือของ บันทึกความร่วมมือ (MOU) สร้างความเข้าใจและความร่วมมือของคณะสงฆ์ในอำเภอเมือง ทุกตำบล แลกเปลี่ยนและสร้างแนวทางร่วมกัน และได้มีการติดตามผลการดำเนินงานที่เกิดขึ้นพบว่า

    1. เกิดรูปธรรมต้นแบบงานบวชสร้างสุขในอำเภอเมืองกาฬสินธุ์ โดยมีเจ้าภาพให้ความสนใจร่วมจัดงานภายใต้แนวคิด งานบวชวิถีใหม่ เรียบง่าย เหมาะสม ลดปัจจัยเสี่ยง เลี่ยงโควิดยึดพระธรรมวินัย มากกว่า 30 งาน มีพระที่ผ่านกระบวนการบวชสร้างสุข ไม่ต่ำกว่า 59 รูป ซึ่งสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายในการจัดงานจัดงาน โดยคิดเฉลี่ยงานละ 100,000 บาท x 59 นาค/รูป กว่า 5,900,000

    2. เกิดนวัตกรรมการเชิดชูผู้ที่บวชสร้างสุข ผ่านการมอบใบประกาศเกียรติคุณ ให้กับผู้ที่ผ่านกระบวนการบวชสร้างสุข และยังเป็นการสื่อสารไปยังผู้ที่ตัดสินใจจะบวชในอนาคตอีกด้วย ทั้งนี้ อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ถือเป็นต้นแบบขยายไปสู่ ภาคอื่น ๆ ทั่วประเทศ และถือว่าเป็นการประทับตราว่า การบวชแบบเรียบง่ายคือการจัดงานบวชที่ถูกต้องตามหลักพระธรรมวินัย แก่ชาวพุทธ

    3. เกิดการสร้างการสื่อสาร รณรงค์ งานบวชสร้างสุขใบหลายรูปแบบ วัดต่าง ๆ ของอำเภอเมืองกาฬสินธุ์ ได้มีการติดป้ายรณรงค์ ภายในพื้นที่ และการสื่อสารผ่านสื่อสังคมออนไลน์อีกหลากหลายช่องทาง เช่น มีการ    ไลฟ์สด ผ่าน Facebook มีการสร้างคอนเทนต์ผ่าน TikTok  ในการรณรงค์ เชิญชวนให้บวชสร้างสุข เป็นต้น

    4. เกิดการประสานความร่วมมือการขับเคลื่อนงานบวชสร้างสุข ระหว่าง วัด บ้าน ราชการ

    ด้าน พระครูสิริพัฒนนิเทศก์ เจ้าคณะอำเภอสหัสหัสขันธ์ ขานรับนโยบาย “บวชสร้างสุข” นำมาขยายผลต่อร่วมกับคณะสงฆ์ในอำเภอ ในทุกตำบล พร้อมกับให้สัมภาษณ์ว่า ในฐานะเจ้าคณะอำเภอสหัสขันธ์ ซึ่งเป็นอำเภอเล็ก ๆ ที่ยังไม่ได้เข้าร่วมในโครงการบวชสร้างสุขมาก่อน แต่ก็ได้ศึกษาข้อมูลในส่วนพื้นที่ ที่ดำเนินการแล้วก็เล็งเห็นว่า เป็นนวัตกรรมเป็นแนวความคิด เป็นความพยายามของหลากหลายฝ่ายที่อยากจะให้ การบวช เป็นบุญพิธีที่เกิดประโยชน์กับพี่น้องประชาชนจริง ๆ แล้วที่สำคัญ คือพื้นฐานการบวชในพื้นที่อำเภอสหัสขันธ์ ก็คล้ายกับพื้นที่อื่นทั่วไป ที่มีค่านิยมไปตามกระแสความนิยมของทางโลก เพราะฉะนั้น เราก็พบปัญหานี้มายาวนานพอสมควร เราก็เล็งเห็นว่าโครงการนี้เป็นการสร้างความเข้าใจ สร้างค่านิยมและทิศทางที่ถูกต้อง  อย่างน้อยที่สุด ก็จะทำให้เห็นว่าการบวชไม่ใช่เรื่องที่จะยุ่งยากต้องเสียเงินทองอะไรมากมาย

    เรายอมรับว่าสถานการณ์พระพุทธศาสนาในปัจจุบัน เฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการบวชเ เราก็เห็นว่ามันเปลี่ยนไปมากพอสมควรอย่าง เช่นว่าการบวช คือการพัฒนาคุณภาพชีวิตส่วนตัว แล้วก็ครอบครัว รวมไปถึงสร้างเครดิตในสังคมหมายความว่าคนได้บวชก็หมายถึงคนที่ผ่านกระบวนการพัฒนาตัวเองทางด้านจริยธรรม เราพบว่าทั้ง 3 ด้าน ทั้งในระดับส่วนตัว ครอบครัว และสังคม มันเปลี่ยนไปพอสมควร กลายเป็นการบวชตามเงื่อนไข การบวชตามพิธีกรรม หรือการบวชตามคำแนะนำของผู้ใหญ่ แต่ไม่ได้เกิดจากแรงบันดาลใจภายใน ส่วนหนึ่งเกิดจากคนรุ่นใหม่ ที่มีการเรียนรู้ มีการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร จากสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ทำให้เขาเข้าใจว่า แต่ละยุคแต่ละสมัยมีพิธีกรรมที่ไม่เหมือนกัน กลับไปยึดเอาหลักการของสังคมสมัยใหม่ ที่ไม่ได้ถูกต้องถูกหลักตามพระธรรมวินัยในสมัยพุทธกาลเลย เราจึงมองว่ามันถึงเวลาแล้วที่คณะสงฆ์เราจะต้องสังคายนา พิธีกรรมงานบวช อย่างน้อยที่สุดก็ขอให้สอดคล้องกับพระธรรมวินัย เราเชื่อว่า ถ้าเราทำได้อย่างนั้นจริง ๆ ก็จะเป็นการตอบโจทย์ เป้าหมายของโครงการบวชสร้างสุขแน่นอน

    จากการถอดบทเรียนการดำเนินงานครั้งนี้ คณะสงฆ์ได้สะท้อนข้อมูล ค่านิยมความเชื่อของคนในพื้นที่ และผลสำเร็จที่เกิดขึ้นตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาที่สำคัญ

    1) ระดับนโยบาย เจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะอำเภอให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ และยังปฏิบัติให้เป็นแบบอย่างด้วย

    2) การมีส่วนร่วมของคณะสงฆ์และให้ความร่วมมือ มีการประชุมระดมความคิด ออกแบบร่วมในการทำงาน และร่วมแสดงผลข้อมูลการดำเนินงาน นาคมาบวชแบบสร้างสุขกี่งาน บวชตามปกติกี่งานอย่างชัดเจน

    3) ข้อมูลชาวบ้านส่วนใหญ่มีความต้องการที่จะบวชแบบสร้างสุขเรียบง่าย แต่ขาดผู้นำ ขาดวัดที่มีความชัดเจนในทางปฏิบัติ อยากบวชแต่ประหนึ่งว่าวัดเข้ายากทั้งที่เปิดประตูไว้

    4) ต้องผลักดันแนวคิดบวชสร้างสุข ให้มีกระบวนการเรียนรู้ ทำความเข้าใจในการอบรมพระอุปัชฌาย์ในระดับจังหวัด

    5) ปัญหาอุปสรรคที่สำคัญ คือ การสื่อสารรูปแบบ ของการบวชสร้างสุข ต้องทำอย่างไร บวชที่วัดไหน ยังไม่มากพอ และยังไม่สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายชาวบ้านได้อย่างทั่วถึง

    แนวทางการดำเนินงานต่อไปที่ประชุมเห็นร่วมกัน 

    1) ต้องทำให้เกิดเครือข่ายร่วมขับเคลื่อน วัด บ้าน ราชการ จัดงานบวชสร้างสุข

    2) สนับสนุนกระบวนการพูดคุย ทั้งคณะสงฆ์ ฆราวาส หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตำรวจ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน พระสงฆ์ สำนักงานพระพุทธศาสนา วัฒนธรรม แต่ละพื้นที่ หมู่บ้าน ตำบล

    3) พัฒนาช่องทางการสื่อสาร รูปแบบการสื่อสาร ให้มีการสื่อสารอย่างต่อเนื่อง ถึงคุณค่าการบวชที่ถูกต้องตามหลักพระธรรมวินัย ลดผลกระทบจากการจัดงานบวชที่นอกกรอบพระพุทธศาสนา รูปแบบดำเนินการ มีวัดไหนอย่างไร ที่หลากหลาย 

    4) ผลักดันให้เกิดนโยบายสาธารณะ ข้อตกลงร่วมกัน ที่เห็นประโยชน์ ในระดับต่างๆ จังหวัด อำเภอ ตำบล หมู่บ้าน โดยการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน


    ชัยณรงค์ คำแดง

    ดิษณุลักษณ์ ไพฑูรย์