Author: อรรถพล ต่องสุพรรณ

  • ภาคีสุขภาวะ แห่ร่วมงานมหกรรมบวชสร้างสุขอีสานบนฯ หนุนบทบาทพระสงฆ์กับการสร้างสังคมสุขภาวะ

    ภาคีสุขภาวะ แห่ร่วมงานมหกรรมบวชสร้างสุขอีสานบนฯ หนุนบทบาทพระสงฆ์กับการสร้างสังคมสุขภาวะ

    ภาคีด้านการพัฒนาสังคมสุขภาวะ แห่เข้าร่วมงานมหกรรมบวชสร้างสุขอีสานบน บทบาทพระสงฆ์กับการสร้างสังคมสุขภาวะ ณ วัดโพธิการาม อ.ปทุมรัตต์ จ.ร้อยเอ็ด เยี่ยมชมนิทรรศการการขับเคลื่อนงานของพระสงฆ์ พร้อมแลกเปลี่ยนเพื่อหนุนเสริม การเป็นกลไกสำคัญในการสร้างสังคมสุขภาวะ

    28 – 30 มิถุนายน 2566 ที่ผ่านมา วัดโพธิการาม อ.ปทุมรัตต์ จ.ร้อยเอ็ด เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาภาคอีสานบน โดยมูลนิธิ สังฆะเพื่อสังคม ร่วมกับ สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดงาน “มหกรรมบวชสร้างสุขอีสานบน บทบาทพระสงฆ์กับการสร้างสังคมสุขภาวะ” ภายในงานได้มีเวที เสวนา บทบาทพระสงฆ์อีสานบนกับการสร้างสังคมสุขภาวะภายใต้การขับเคลื่อนธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์แห่งชาติ รวมถึงมีเวทีย่อย ๆ ในประเด็นอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับประเด็นการสร้างสังคมสุขภาวะ ให้ภาคีผู้ที่สนใจเข้าร่วมเสวนาในประเด็นที่สนใจ หรือสามารถบูรณาการงานร่วมกันได้ อีกทั้ง ยังได้มีการจัดนิทรรศการ การขับเคลื่อนงานบวชสร้างสุข การขับเคลื่อนงานการพัฒนาสุขภาวะ ของพระสงฆ์ และหน่วยงานในเครือข่าย ร่วมเยี่ยมชมแลกเปลี่ยนด้วย

    พระครูโพธิวีรคุณ เจ้าคณะอำเภอปทุมรัตต์ วัดโพธิการาม จ.ร้อยเอ็ด เจ้าภาพในการจัดงานครั้งนี้ กล่าวว่า ตามที่มูลนิธิ สังฆะเพื่อสังคม เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาภาคอีสานบนร่วมกับสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้าได้สนองงานคณะสงฆ์โดยดำเนินโครงการขยายผลเพื่อขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะบวชสร้างสุขภาคอีสานตอนบน ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) โดยได้ดำเนินการ กิจกรรมถอดบทเรียนการจัดงานบวชสร้างสุขจากวัดต้นแบบในเครือข่ายภาคอีสานตอนบน โครงการนำร่องในจังหวัดขอนแก่น กาฬสินธุ์ มหาสารคาม และร้อยเอ็ด จำนวน 10 วัด และจัดทำบันทึกข้อตกลง MOU การขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะการพัฒนาสุขภาวะเพื่อสังคมอีสานบน จึงได้กำหนดจัดเวทีมหกรรมงานบวชสร้างสุขอีสานบน บทบาทพระสงฆ์ กับการสร้างสังคมสุขภาวะ

    พระราชพรหมจริยคุณ เจ้าคณะจังหวัดร้อยเอ็ด กล่าวให้กำลังใจและอนุโมทนากับการจัดงานครั้งนี้ว่า

    การจัดโครงการบวชสร้างสุข การสร้างสังคมสุขภาวะ ทุกท่านได้ได้ทำถูกแล้ว ทำอย่างนี้ต่อไป เพื่อพุทธศาสนา เพื่อสังคม ความสุขนั้นพระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ว่า มี 2 อย่าง คือสุขทางกาย กับสุขทางใจ มันต้องมีด้วยกัน ถ้าเรามีทุกอย่างพร้อมแล้ว แต่ไม่มีความสุขทางใจก็ไปไม่รอด ก็จะสุขแค่ชั่วคราว ทุกอย่างล้วนมีความแปรผัน จะทำการสิ่งใดขอให้ดำเนินไปด้วยสติ อย่าประมาท สิ่งผิดพลาดคือบทเรียน ความพากเพียร คือ ลาภผล สิ่งเปลื้องทุกข์คือศีลทาน สิ่งดลบันดาลคือเงินตรา ยอดปรารถนา คือความสุข ขอให้พวกเราทำต่อ ทำอย่างนี้

    พระเทพวัชรวิสุทธิ์ เจ้าคณะจังหวัดหนองบัวลำพู ได้กล่าวในบางชวนบางตอน ของเวทีเสวนาว่า เราจะทำยังไงให้วัดนั้นเป็นจุดศูนย์รวมเหมือนในอดีตที่ผ่านมา ให้วัดเป็นแหล่งสรรพวิชา วัดเป็นแหล่งที่จะทำให้เกิดความสุข วัดวาอารามในอดีตกับวัดวาอารามในปัจจุบันค่อนข้างที่จะแตกต่างกันตามยุคตามสมัยแต่ทำยังไงจะให้วัดในปัจจุบันนี้เป็นศูนย์รวมเพื่อให้เกิดความผาสุกอย่างยั่งยืน ได้เหมือนในอดีต ความสุขหรือสังคมสุขภาวะ คำว่าสุขนั้น แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มด้วยกัน คือ สุขกาย กับสุขใจ ถ้าคนมีความสุขกาย ความสุขใจมันก็จะตามมา ถ้าตราบใดความสุขกายยังไม่เกิดขึ้นความสุขใจที่จะมีความอย่างยั่งยืนถาวรนั้นเป็นเรื่องยาก ความสำเร็จที่จะเกิดขึ้นนั้นต้องอาศัยหลาย ๆ ภาคส่วน มาร่วมไม้ร่วมมือกันทำ เอื้อเฟื้อ เอื้ออาทรกันระหว่างวัดกับชุมชน ก็จะเข้าในกรอบแนวคิดของ บวร (บ้านวัดราชการ)

    ตลอดระยะเวลาวันที่ 28 – 30 มิถุนายน ภาคีด้านสุขภาวะต่าง ๆ ชุมชน หน่วยงานราชการ ต่างเดินทางมาเข้าร่วมกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง ให้ความสนใจ และอนุโมทนาในการทำงานของคณะสงฆ์ พร้อมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ สู่การบรูณาการงานร่วมกับ ต่อไป


    Refer

    ขอบคุณภาพข่าวจาก อดิศร อานนฺโท ราชจันทร์ และ Watsakate Thaitelecentre

  • ยโสธร MOU สร้างค่านิยมงานบวชใหม่ ลดปัญหาความรุนแรงในวัด และชุมชน เน้นเรียบง่าย ถูกต้องตามหลักพระธรรมวินัย

    ยโสธร MOU สร้างค่านิยมงานบวชใหม่ ลดปัญหาความรุนแรงในวัด และชุมชน เน้นเรียบง่าย ถูกต้องตามหลักพระธรรมวินัย

    วันพฤหัสบดีที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2566 นายวิรุธ วิชัยบุญ ผู้ว่าราชการจังหวัดยโสธร นำหัวหน้าส่วนราชการประกอบด้วยสำนักงานวัฒนธรรม สภาวัฒนธรรม สำนักงานพระพุทธศาสนา อำเภอเมืองยโสธร สถานีตำรวจภูธรเมืองยโสธร ร่วมกับ ผู้แทนจากเครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาฯ อีสานล่างที่ร่วมขับเคลื่อน (อุบลราชธานี ศรีสะเกษ อำนาจเจริญ ยโสธร) มูลนิธิสังฆะเพื่อสังคม และสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.)  ลงนามบันทึกความร่วมมือ MOU หนุนเสริมบทบาทพระสงฆ์ที่ได้ขับเคลื่อนงานบวชสร้างสุข ปรับค่านิยมสังคมวิถีใหม่ บวชสร้างสุข เน้นพิธีกรรมที่เรียบง่าย ยึดพระธรรมวินัย ภายใต้การสนับสนุนของ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)  

    โดยในพิธีการครั้งนี้ มี พระเทพวงศาจารย์ เจ้าคณะจังหวัดยโสธร เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ ณ วัดบูรพา ต.ทุ่งแต้ อ.เมือง จ.ยโสธร

    ก่อนลงนามความร่วมมือครั้งนี้ ได้มีการนำเสนอข้อมูลสถานการณืงานบวช ที่เป็นปัญหา คือ

    จากการที่ค่านิยมเรื่องการจัดงานบวชในพื้นที่ภาคอีสานตอนล่าง ได้เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน หลายงานก่อให้เกิดปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ เช่น การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การมีมหรสพขนาดใหญ่ ดนตรีฉลอง มีรถแห่เสียงดัง กระตุ้นการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เต้นยั่วยุ ก่อให้เกิดการทะเลาะวิวาท ความรุ่นแรงฆ่ากันตายในงานบวช  สร้างความเดือดร้อนวุ่นวายต่อชุมชน ระหว่างชุมชน และสังคม  มีค่าใช้จ่ายมหาศาลในการจัดงานที่ยิ่งใหญ่ด้วยค่านิยมเชื่อว่าแสดงถึงฐานะทางสังคมของเจ้าภาพ เกิดหนี้สิน ส่งผลให้เกิดภาพลบต่อเจ้าภาพที่จัดงานแบบเรียบง่าย  ประหยัด ที่ถูกต้องตามพระธรรมวินัยกลับถูกมองว่ายากจน ซึ่งถือว่าเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงพระพุทธศาสนาของชาวพุทธในระยะยาว และส่งผลกระทบต่อวัฒนธรรมอันดีงามของการบวชในสังคมไทย

    เพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมของทุกหน่วยงานองค์กรในพื้นที่ภาคอีสานตอนล่าง ในการร่วมกันลดปัจจัยเสี่ยง สร้างปัจจัยหนุนเสริมให้เกิดขึ้นเป็นสังคมสุขภาวะ และเป็นการเอื้ออำนวยให้ลูกหลานชาวพุทธได้เข้ามาบวชในพระพุทธศาสนาได้ง่ายยิ่งขึ้นตามแก่นแท้ของพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง จัดงานบวชสร้างสุขแบบ  “บวชวิถีใหม่ ยึดพระธรรมวินัย ห่างไกลอบายมุข ชุมชนอุ่นใจ ประหยัด เรียบง่าย และปลอดภัย” เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการบวชอย่างแท้จริง และเป็นการสร้างวัฒนธรรมวิถีใหม่ให้เกิดขึ้น คือ เพื่อสืบทอดพระพุทธศาสนา ศึกษาพระธรรมวินัยและนำไปปฏิบัติ ให้ถึงปฏิเวธ  เพื่อทดแทนพระคุณบิดามารดาและหากลาสิกขาออกมาแล้วสามารถนำหลักธรรมมาดำเนินชีวิตอย่างมีคุณภาพและเป็นประโยชน์ต่อสังคม

  • พระสงฆ์ภาคกลาง ถกประเด็นปัจจัยเสี่ยงในงานบวชที่ส่งผลกระทบต่อสังคม พร้อมสนับสนุนพื้นที่ต้นแบบชูค่านิยมใหม่ งานบวชสร้างสุข ประหยัด เรียบง่าย ยึดพระธรรมวินัย

    พระสงฆ์ภาคกลาง ถกประเด็นปัจจัยเสี่ยงในงานบวชที่ส่งผลกระทบต่อสังคม พร้อมสนับสนุนพื้นที่ต้นแบบชูค่านิยมใหม่ งานบวชสร้างสุข ประหยัด เรียบง่าย ยึดพระธรรมวินัย

    กรณี เจ้าอาวาสวัดเวฬุวัน จ.ปทุมธานี ขึ้นป้าย “ห้ามแตรวง กลองยาว ดนตรีแจ๊ส นางรำ เข้าในลานโบสถ์” เนื่องจาก ทำให้พระอุปัชฌาย์ และคู่สวด พระสงฆ์ต้องมานั่งรอนาน ทำให้ญาติผู้ใหญ่ ที่จะมาบวชลูกหลาน ต้องได้รับความลำบากและคนที่อุ้มผ้าไตรและถือสิ่งของยืนรอนานมาก กว่าจะได้แต่ละรอบ พร้อมขอท่านผู้เจริญแล้ว โปรดรักษา กฎ กติกา อย่าสนุกรื่นเริง ในความทุกข์ของผู้อื่น ที่กำลังเป็นกระแสในสังคม

    ประเด็นนำเข้าในเวทีการประชุมของพระสงฆ์นักพัฒนาสังฆะเพื่อสังคม ภาคกลาง/ปริมณฑล ในวันที่ 30 มีนาคม 2566 ณ วัดท่าหลวง จ.ลพบุรี โดยมีพระสงฆ์ในเครือข่าย โซนภาคกลาง/ปริมณฑล เข้าร่วมประชุม กว่า 20 วัด พร้อมผู้นำท้องถิ่นท้องที่ และภาคประชาสังคม เครือข่ายองค์กงงดเล้า (สคล.) มี พระครูภัทรธรรมคุณ,ดร. ประธานเครือข่ายสังฆะเพื่อสังคมภาคกลาง เป็นประธานในพิธี ได้พูดคุยกันในประเด็นของการจัดงานบวชที่มีปัจจัยเสี่ยง ที่ส่งผลกระทบต่อสังคม

    จากการประชุมได้ยกกรณีศึกษา จากปัญหาที่เกิดขึ้นของวัดเวฬุวัน จ.ปทุมธานี ที่พระสงฆ์ และญาติผู้ใหญ่ที่ตั้งใจจะบวชลูกบวชหลาน ได้รับความเดือนร้อน จนเจ้าอาวาสต้องขึ้นป้าย ออกกฎระเบียบในการจัดงานบวชที่วัด

    โดยผู้สื่อข่าวได้ไปสอบถาม คณะกรรมการวัดเวฬุวัน ทราบว่า ป้ายข้อความนี้ เห็นมาเป็น 10 ปีแล้ว เพราะทางวัดจะต้องมีกฎระเบียบ ถ้าให้แห่วนรอบโบสถ์แล้ว จะทำให้ผู้สูงอายุ ผู้อุ้มผ้าไตร อุ้มบาตร อัฐบริขารหลายๆ อย่าง จะไม่ไหว เพราะบางทีพวกนำหน้านาค ก็จะเมาแล้วมีเรื่องตีกัน จึงทำให้ต้องมีกฎระเบียบ โดยทางเจ้าอาวาสได้ขอให้ลูกศิษย์มาทำป้าย แม้กระทั่งกฎข้อห้ามที่ทางมหาเถรสมาคมสั่งให้ทุกวัดมีป้ายห้ามดื่มสุรา ของมึนเมาภายในวัด ก็มีการติดไว้เช่นกัน

    ที่ผ่านมาพระสงฆ์ในเครือข่ายเอง ก็ได้มีการขับเคลื่อนเรื่องนี้มาโดยตลอดที่วัด ในเวทีครั้งนี้ได้มีโอกาสทบทวน ปัญหาของการทำงานที่มา ผลกระทบที่เกิดขึ้นของการจัดงานบวชที่เต็มไปด้วยปัจจัยเสี่ยง อาทิ การลงทุนอย่างมหาศาลในการจัดงานบวช มีการเลี้ยงฉลองน้ำเมา สร้างค่านิยมผิดๆเกิดขึ้นในสังคม กลับกลายเป็นการปิดกั้นการเข้าถึงศาสนา ของคนในสังคมที่มีความต้องการจะบวช แต่ถูกค่านิยมที่ทับถมว่า จะบวชต้องมีเงิน ต้องเลี้ยงแขก ต้องมีมหรสพ ทั้งที่จริงแล้ว สิ่งเหล่านี้ ไม่ใช่หลักใช่แก่นของงานบวชเลย

    พระสงฆ์เองได้มีความพยายามที่จะแก้ปัญหาเรื่องนี้มาโดยตลอด แต่ก็ยังมีข้อจำกัด และอุปสรรคในหลายๆอย่าง เนื่องจากเรื่องนี้ มีอยู่หลายส่วนเกี่ยวข้อง ไม่ใช่แค่เจ้าภาพที่จะบวช กับพระสงฆ์ แต่มี สังคมที่เป็นผู้กำหนดค่านิยม มีคนวัด ไวยาวัจกร มรรคนายก ที่ล้วนเป็นตัวแปรสำคัญในการกำหนดรูปแบบของการจัดงานบวช ค่านิยมที่ฝังรากลึกมานาน เป็นสิ่งที่ยากที่จะเปลี่ยนแปลง ต้องอาศัยความร่วมมือ จากหลายส่วนในสังคม มาช่วยกันแก้

    ในตอนท้าย นายชัยณรงค์ คำแดง ผู้ช่วยผู้จัดการสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) ผจก.โครงการการขยายผลการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะงานบวชสร้างสุข ได้กล่าวสรุปแนวทาง ในการขับเคลื่อนงานบวชสร้างสุข ตามที่ในเวทีในเวทีได้มีการแลกเปลี่ยนกัน ดังนี้

    1. มีต้นแบบ พระ วัด แล้วขยายแนวคิด หาเจ้าภาพต้นแบบ ด้วยความสมัครใจ

    2. ไม่หักดิบ ค่อยเป็นค่อยไป โดยหาคนที่มีใจ คนใกล้วัด ใกล้ธรรม

    3. ชี้ประโยชน์ แนะนำหลักที่ถูกต้องตามพระธรรมวินัย ตามหลักพุทธธรรม บวชสร้างสุข คืออะไร อย่างไร ต้องอธิบายให้ชัดเจน ให้เห็นประโยชน์ร่วม ด้วยความรัก

    4. มีกระบวนการทำความเข้าใจจากเจ้าอาวาส คนที่ชาวบ้านนับถือ หรือทีม คณะทำงาน ที่จะทำหน้าที่สื่อสาร แทนพระ และเป็นผู้นำตามธรรมชาติอยู่แล้ว เช่น มัดทายก ไวยาวัจกร อุบาสก อุบาสิกา กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน

    5. ต้องมีการสื่อสารเชิงบวก ทำความเข้าใจ ไม่ตำหนิ ยกย่อง เชิดชู ผู้บวช เจ้าภาพ ให้เห็นประจักษ์ เป็นผู้หนักแน่นในธรรม มีศรัทธา มีปัญญา

    6. สร้าง กติกา วัด ชุมชน เพื่อเป็นกติกากลาง เป็นภูมิคุ้มกันระดับชุมชน ตำบล อำเภอ เชื่อมถึง พชอ.

    7. ประสานแนวคิดบูรณาการ กับ โครงการอื่นๆ ไม่ทำเดี่ยว เช่น วัดประชารัฐ พลัง บวร วัดส่งเสริมสุขภาพ

    ในเวทีครั้งนี้ ได้มีการสนับสนุนพื้นที่ต้นแบบ ที่จะไปขับเคลื่อนเรื่องนี้ในระดับพื้นที่ของโซนภาคกลาง/ปริมฑล ต่อไป โดยมี มูลนิธิ สังฆะเพื่อสังคม สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) คอยหนุนเสริม และมีสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เป็นผู้สนับสนุน


  • พระสงฆ์อีสานล่าง มีมติผลักดันงานบวชสร้างสุขสู่นโยบายสาธารณะ หวังสร้างการมีส่วนร่วม ในการสร้างค่านิยมการบวชแบบเรียบง่าย ยึดหลักพระธรรมวินัย

    พระสงฆ์อีสานล่าง มีมติผลักดันงานบวชสร้างสุขสู่นโยบายสาธารณะ หวังสร้างการมีส่วนร่วม ในการสร้างค่านิยมการบวชแบบเรียบง่าย ยึดหลักพระธรรมวินัย

    ค่านิยมการจัดงานบวชในสังคมอีสาน เป็นค่านิยมที่ฝังรากลึกมานาน ที่เมื่อมีการจัดงานบวชลูกบวชหลาน พ่อแม่หรือญาติผู้ใหญ่ผู้เป็นเจ้าภาพมักเต็มที่ และทุ่มทุนไปกับการจัดงานอย่างเต็มกำลัง โดยมีความเชื่อว่าเป็นบุญใหญ่ หากมีผู้มาร่วมอนุโมทนาบุญด้วยเยอะๆ มีการจัดเลี้ยงแขก ผู้มาร่วมงาน ล้มหมูล้มวัวเป็นตัว บางงานถึงขั้นมีเครื่องดื่มแแอลกอฮอล์ประกอบด้วย ทำต่อๆกันมาเรื่อยๆ กลายเป็นค่านิยมที่ปิดกั้นการเข้าถึงศาสนา ของผู้ที่มีรายได้น้อยหรือมีกำลังไม่มากพอ อีกทั้งบางงานกลายเป็นปัญหาสังคม ที่มักจะพบเห็นบ่อยๆ ในการนำเสนอข่าว ของสำนักข่าวต่างๆ อาทิ งานบวชเลือด เมาทะเลาะวิวาทกันกลางงานบวช ยิงกันกลางงานบวช เป็นต้น การจะเปลี่ยนแปลงเรื่องนี้เป็นสิ่งที่ท้าทายเป็นอย่างมากในสังคมอีสาน

    26 มีนาคม 2566 เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาภาคอีสานล่าง โดยการประสานของ เจ้าอธิการโสภณ ปิยธมฺโม, ดร. เจ้าอาวาสวัดโพนขวาว จ.อำนาจเจริญ ได้ประชุมแลกเปลี่ยนบทเรียนการขับเคลื่อนโครงการ การขยายผลนโยบายสาธารณะ งานบวชสร้างสุข ในพื้นที่ ภาคอีสานล่าง 4 จังหวัด ประกอบไปด้วย จังหวัดอุบลราชธานี จังหวัดศรีสะเกษ จังหวัดอำนาจเจริญ และจังหวัดยโสธร ซึ่งได้มีการดำเนินโครงการเมื่อต้นปี 2565 จนถึงปัจจุบัน

    การดำเนินงานที่ผ่านมาแต่ละวัดได้มีการขับเคลื่อนและมีการบูรณาการกับโครงการที่ทางวัด ดำเนินการกันอยู่ก่อนหน้านั้น อาทิ ชุมชนคุณธรรม วัดส่งเสริมหมู่บ้านรักษาศีลห้า เป็นต้น เนื่องจากเป็นประเด็นที่เกี่ยวเนื่องกัน ที่ผ่านมาได้มีการประชาสัมพันธ์มีการสื่อสารในเวทีต่างๆ ที่ผู้ประสานได้มีโอกาสเข้าร่วม อาทิ เวทีประชุมกับชุมชน กับหน่วยงานราชการ เป็นการสร้างการรับรู้ในแนวคิดของโครงการ ชาวบ้านหลายคนให้ความสนใจ และเข้าร่วมโครงการบวชสร้างสุข จัดงานบวชแบบเรียบง่าย ประหยัด ยึดหลักพระธรรมวินัย แต่เมื่อเทียบกับสังคมในวงกว้าง ก็ยังคงมีการจัดงานที่ยึดตามหลักค่านิยมเดิมอยู่ และนี่เป็นสิ่งที่เครือข่ายพระสงฆ์ต้องคิดต่อ

    พระครูปริยัติพลากร เจ้าอาวาสวัดบูรพาบ้านทุ่งแต้ ได้กล่าวว่า การจะเคลื่อนงานบวชสร้างสุข ให้เกิดผลอย่างวงกว้างเป็นรูปธรรมในสังคม การที่เราจะทำอยู่แค่เรากลุ่มเล็กๆ แน่นอนมันเป็นเรื่องที่ยาก เราจะต้องอาศัยเครือข่ายที่หลากหลายและกว้างออกไป ไม่ว่าจะเป็น ส่วนราชการ ประชาสังคม ชุมชน ท้องถิ่นท้องที่ คณะสงฆ์ฝ่ายปกครอง ให้มามีส่วนร่วมในการ ขับเคลื่อนให้เกิดขึ้นเป็นนโยบายสาธาณะ เป็นแนวปฏิบัติร่วมกันในสังคม ให้จัดงานบวชแบบเรียบง่าย ถูกต้องตามพระธรรมวินัย ลดปัญหาสังคม

    ในที่ประชุมเห็นด้วย และได้มีมติ ผลักดันนโยบายสาธารณะงานบวชสร้างสุข ไปสู่นโยบายระดับจังหวัดระดับภาค โดยกำหนดไว้ในช่วงกลางเดือน พฤษภาคม 2566 นี้ ที่จังหวัดยโสธร มีแผนในการดึงส่วนราชการ และคณะสงฆ์ฝ่ายปกครองเข้ามามีส่วนร่วมในการประกาศนโยบายครั้งนี้


  • จ.กาฬสินธุ์ ร่วมขับเคลื่อนธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์แห่งชาติ จัดตั้งกองบุญดูแลพระสงฆ์อาพาธระดับจังหวัด

    จ.กาฬสินธุ์ ร่วมขับเคลื่อนธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์แห่งชาติ จัดตั้งกองบุญดูแลพระสงฆ์อาพาธระดับจังหวัด

    17 มีนาคม 2566 ณ ห้องประชุมโสมพะมิตร ศาลากลางจังหวัดกาฬสินธุ์ นายศุภศิษย์ กอเจริญยศ ผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นประธานในการประชุมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) การขับเคลื่อนธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์แห่งชาติ สู่การปฏิบัติ ประเด็น การจัดตั้งกองบุญดูแลพระสงฆ์อาพาธ จังหวัดกาฬสินธุ์  ร่วมกับ คณะสงฆ์จังหวัดกาฬสินธุ์ สนง.พระพุทธศาสนา สนง.ส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น สนง.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สนง.วัฒนธรรมจังหวัด ที่ทำการปกครอง สนง.ประชาสัมพันธ์  สนง.สาธารณสุข โรงพยาบาลกาฬสินธุ์ สนง.สาธารณสุขอำเภอทุกแห่ง นายอำเภอทุกอำเภอ องค์การบริหารส่วนจังหวัดกาฬสินธุ์ และเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์

    ตามธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์แห่งชาติปีพุทธศักราช 2560 หมวด 5 ข้อ 33  ที่กำหนดว่า คณะสงฆ์พึงจัดตั้งกองทุนระดับชาติเพื่อการดูแลสุขภาวะพระสงฆ์โดยมีระบบการบริหารจัดการที่เป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล ทั้งนี้พระสงฆ์ คณะสงฆ์ ชุมชน สังคม และหน่วยงานภาคีที่เกี่ยวข้องในแต่ละพื้นที่อาจจัดตั้งกองทุนระดับพื้นที่ได้

    จากการติดตามเฝ้าระวัง เรื่อง สุขภาวะพระสงฆ์ พบว่า พระภิกษุ สามเณร แม่ชี ที่อาพาธ หลังจาก เข้าพักรักษาตัวในสถานบริการสาธารณสุข หรือหน่วยบริการในระบบประกันสุขภาพแห่งชาติ เมื่อกลับไปที่วัดพักรักษาตัว จะประสบปัญหา การขาดผู้ดูแลต่อเนื่อง หรือสถานที่ไม่เอื้อต่อการฟื้นฟูสุขภาพ ขาดอุปกรณ์ทางการแพทย์ ขาดงบประมาณในการดำเนินการต่าง ๆ

    สาธารณะสุขจังหวัดกาฬสินธุ์ รายงานว่ายังมีพระสงฆ์ที่ป่วยเมื่อได้รับการรักษาจากโรงพยาบาลแล้วกลับถึงวัดยังขาดผู้ดูแลต่อเนื่องทำให้ป่วยซ้ำและทรุดลง

    ในการบันทึกข้อตกลงความร่วมมือนี้ มีข้อตกลงความร่วมมือกัน ดังนี้

    1. ร่วมกันขับเคลื่อนธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์แห่งชาติ สู่การปฏิบัติ อย่างต่อเนื่อง

    2. ร่วมกันจัดตั้งและดำเนินงาน กองบุญดูแลพระสงฆ์อาพาธ จังหวัดกาฬสินธุ์ ให้เกิดความมั่นคง ยั่งยืน

     3. ร่วมกันกำหนดระเบียบกองบุญฯ และจัดตั้งคณะกรรมการดำเนินงานอย่างน้อย 3 ปี ต่อเนื่องจนเกิดความยั่งยืน บรรลุวัตถุประสงฆ์ที่ตั้งไว้ให้เกิดประสิทธิภาพ

    4. ร่วมกันจัดหา บุคลากร อุปกรณ์  งบประมาณ ให้เพียงพอต่อการดำเนินงานของกองบุญฯ

    5. ร่วมกัน เผยแพร่ ประชาสัมพันธ์ การดำเนินงานของกองบุญฯ ทางสื่อต่างๆ ให้กว้างไกล

    6. ร่วมกันผลักดันส่งเสริมสนับสนุน ให้เกิด กองบุญดูแลพระสงฆ์อาพาธ ระดับอำเภอ ทุกอำเภอในจังหวัดกาฬสินธุ์

    จากนั้นมีการประชุมแสดงความคิดเห็นพิจารณา ระเบียบกองบุญฯ กำหนดวัดทอดผ้าป่าระดมทุน ช่วงเข้าพรรษา และให้มีการกำหนดวิธีการในการจัดการบริหารกองทุน  โดยผู้ว่าฯ เน้นย้ำให้ทุกภาคส่วนให้ความร่วมมือนำข้อตกลงทั้ง 6 ข้อให้เกิดเป็นรูปธรรม


    Reference

  • จังหวัดศรีสะเกษร่วมกับคณะสงฆ์จัดทอดผ้าป่าสามัคคี ระดมทุนกองบุญสุขภาวะพระภิกษุสามเณรอาพาธ เพื่อสนับสนุนและช่วยเหลือพระภิกษุสามเณรที่อาพาธในจังหวัด

    จังหวัดศรีสะเกษร่วมกับคณะสงฆ์จัดทอดผ้าป่าสามัคคี ระดมทุนกองบุญสุขภาวะพระภิกษุสามเณรอาพาธ เพื่อสนับสนุนและช่วยเหลือพระภิกษุสามเณรที่อาพาธในจังหวัด

    7 มีนาคม 2565 ณ วัดมหาพุทธาราม พระอารามหลวง อำเภอเมืองศรีสะเกษ จัดทอดผ้าป่าสามัคคีตั้งทุนกองบุญสุขภาวะพระภิกษุสามเณรอาพาธเพื่อสนับสนุนและช่วยเหลือพระภิกษุสามเณรที่อาพาธในจังหวัดศรีสะเกษ โดยมี พระเทพวชิราภรณ์ รองเจ้าคณะภาค 10 ปฏิบัติศาสนกิจแทนเจ้าคณะภาค 10 เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และนายสำรวย เกษกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ ประธานฝ่ายฆราวาสในพิธี การทอดผ้าป่า มีหัวหน้าส่วนราชการ คณะสงฆ์จังหวัดศรีสะเกษ และ พุทธศาสนิกชน เข้าร่วมพิธีทอดผ้าป่าสามัคคี

     

    ปัจจุบัน พระภิกษุสงฆ์ในจังหวัดศรีสะเกษมีอาการอาพาธร้อยละ 10.75 ส่วนใหญ่เป็นโรคปอดอุดกั้น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไตวายเรื้อรัง และ ปัญหาด้วยสุขภาวะ ทั้งพิการทุพพลภาพ ชราภาพมาก,อาพาธเรื้อรัง, และ อาพาธติดเตียง ที่สำคัญ ต้องประสบปัญหาด้านค่าใช้จ่ายระหว่างการรักษาพยาบาล ทั้งค่าเดินทาง ค่าภัตตาหารและอุปกรณ์การรักษาพยาบาลที่จำเป็นครั้งละเป็นจำนวนมาก อีกทั้งพระภิกษุสงฆ์ส่วนมากไม่มีสวัสดิการทางสังคม จึงทำให้การเข้ารับการรักษาพยาบาลไม่มีความต่อเนื่องและถูกวิธี  

    คณะสงฆ์จังหวัดศรีสะเกษตระหนักถึงปัญหาพระภิกษุสงฆ์อาพาธที่มีจำนวนมาก จึงจัดตั้ง “กองบุญสุขภาวะพระภิกษุสามเณรอาพาธจังหวัดศรีสะเกษ” เพื่อช่วยเหลือดูแลพระภิกษุสามเณรยามอาพาธ และ เพื่อให้เครือข่ายพระสงฆ์มีความมั่นคง ในการช่วยส่งเสริมการพัฒนาสังคมด้วยหลักพุทธธรรมให้แพร่หลาย ซึ่งกองบุญสุขภาวะพระภิกษุสามเณรฯ ได้จัดตั้งขึ้นตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2565 ปัจจุบันมีพระภิกษุสงฆ์ในจังหวัดศรีสะเกษเป็นสมาชิกจำนวน 2,191 รูป  มรณภาพ 36 รูป คงเหลือพระภิกษุสงฆ์ที่เป็นสมาชิก 2,155 รูป ในจำนวนนี้ มีพระภิกษุสงฆ์อาพาธติดเตียงถึง 24 รูป

    พระเทพวชิราภรณ์ รองเจ้าคณะภาค 10 ได้ให้โอวาท โดยประเด็นสำคัญได้กล่าวชื่นชมคณะสงฆ์จังหวัดศรีสะเกษที่ได้จัดตั้งกองบุญพระภิกษุสามเณรอาพาธ ขึ้นเพื่อดูแลพระภิกษุสามเณร ในจังหวัดที่อาพาธและได้รับทุกขเวทนา ให้กำลังใจดีขึ้น  ได้ ยกเอาพุทธพจน์ “โย ภิกฺขเว มํ อุปฎฺฐเหยฺย โส คิลานํ อุปฏฺฐเหยฺย” โดยได้แปลเป็นภาษาไทยและได้อธิบายขยายความ ดังนี้ “ผู้ใดปรารถนาจะอุปัฏฐากเราตถาคต ผู้นั้นพึงรักษาภิกษุป่วยไข้”

    จากการระดมทุนทอดผ้าป่าสามัคคีครั้งนี้ มีผู้ร่วมอนุโมทนาและถวายปัจจัยร่วมกันทั้งสิ้น 2.2 ล้านบาท นำเข้ากองบุญฯ เพื่อดูแลช่วยเหลือบริบาลภิกษุสามเณรอาพาธ ในจังหวัดศรีสะเกษต่อไป

    ขอขอบคุณภาพข่าวจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดศรีสะเกษ