Author: อรรถพล ต่องสุพรรณ

  • เครือข่ายพลัง บวร ภาคกลาง พัฒนาสุขภาวะพระสงฆ์ พร้อมผลักดันค่านิยมใหม่ บวชสร้างสุข

    เครือข่ายพลัง บวร ภาคกลาง พัฒนาสุขภาวะพระสงฆ์ พร้อมผลักดันค่านิยมใหม่ บวชสร้างสุข

    วันที่ 2 มีนาคม 2566 พระครูภัทรธรรมคุณ, ดร. เจ้าคณะอำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี ประธานเครือข่ายสังฆะเพื่อสังคมภาคกลาง ร่วมกับเครือข่ายพลัง บวร.(บ้าน วัด ราชการ) ภาคีหน่วยงานเชิงยุทธศาสตร์ระดับจังหวัดของภาคกลางตอนบน ปริมณฑล และ กทม. 6 จังหวัด (ลพบุรี สิงห์บุรี ชัยนาท อุทัยธานี พระนครศรีอยุธยา และนนทบุรี) ประกอบด้วย คณะสงฆ์ องค์การบริหารส่วนจังหวัด สาธารณสุขจังหวัด วัฒนธรรมจังหวัด สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัด สำนักงานควบคุมโรคที่ 4 ศูนย์อนามัยที่ 4 และประชาคมสุขภาพจังหวัด ร่วมประชุมขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ พัฒนาสุขภาวะพระสงฆ์ และขยายงาน “บวชสร้างสุข” โดยการสนับสนุนของเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ณ ห้องประชุมสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดลพบุรี

    สืบเนื่องจากเครือข่ายสังฆะเพื่อสังคม คือ กลุ่มพระสงฆ์นักพัฒนาทั่วทุกภูมิภาค กับเครือข่ายพลัง บวร ในพื้นที่ ได้ร่วมกันขับเคลื่อนพัฒนานโยบายสาธารณะด้านสุขภาพพระสงฆ์ สุขภาพชุมชนและสังคม เพื่อสนองงานคณะสงฆ์และสนับสนุนนโยบายการพัฒนาของทางราชการ อาทิ มติมหาเถรสมาคม ที่ 191/256 เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2560 เรื่องการดำเนินงานพระสงฆ์กับการพัฒนาสุขภาวะ (การขับเคลื่อนมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 5 มติ 7) และประกาศธรรมนูญพระสงฆ์แห่งชาติ พ.ศ. 2560 ใช้เป็นกรอบการพัฒนาสุขภาวะพระสงฆ์ทั่วประเทศ ที่มีเป้าหมายสำคัญ 3 ประการ คือ 1) พระสงฆ์กับการดูแลสุขภาพตนเอง 2) ชุมชนและสังคมกับการดูแลอุปัฏฐากพระสงฆ์ตามหลักพระธรรมวินัย และ 3) บทบาทพระสงฆ์ในการเป็นผู้นำด้านสุขภาวะของชุมชนและสังคม โดยยึดหลักการ “ใช้ทางธรรม นำทางโลก” ด้วยมาตรการ 5 ด้าน คือ ความรู้ ข้อมูล การพัฒนา การบริการสุขภาพ และการวิจัย  คณะสงฆ์ได้ดำเนินยุทธศาสตร์การปฏิรูปพระพุทธศาสนาทั้ง 6 ด้าน และนโยบายของกระทรวงมหาดไทย ได้สนับสนุนการสานพลังเครือข่ายเพื่อสนองงานคณะสงฆ์ ตามคำมั่นสัญญา “เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน”

    นอกจากการประชุมชี้แจงผลการดำเนินงานแล้ว เพื่อให้เกิดการขยายงานให้มากขึ้น ในที่ประชุมจะได้ทำบันทึกข้อตกลง (MOU) ว่าด้วย การขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะพัฒนาสุขภาวะพระสงฆ์ ภายใต้ธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์ พ.ศ. 2560 โดยการมีส่วนร่วมของเครือข่ายพลัง บวร (บ้าน วัด ราชการ) ภาคกลาง ระหว่างคณะสงฆ์ องค์การบริหารส่วนจังหวัด สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัด สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด ประชาสัมพันธ์จังหวัด สำนักงานควบคุมโรค ที่ 4 ศูนย์อนามัยที่ 4 ประชาคมสุขภาพจังหวัด ทุกจังหวัด เพื่อพัฒนาสุขภาวะพระสงฆ์ ภาคกลาง ให้บรรลุเป้าหมาย “พระแข็งแรง วัดมั่นคง ชุมชนเข้มแข็ง” และขยายการดำเนินงานนโยบายสาธารณะงานบวชสร้างสุข เป็นงานบวช “เรียบง่าย งามสะอาด ประโยชน์สูง ประหยัดสุด เสมอภาคกัน” เพื่อฟื้นฟูวัฒนธรรม สืบสานพระศาสนา แก้ปัญหาวิกฤติ ลดหนี้ ปลอดโรค ปลอดภัย

    โดยภายในข้อตกลงจะมีการร่วมมือกันดำเนินงาน ดังนี้

    1. ร่วมกันส่งเสริมให้พระสงฆ์มีความรอบรู้ด้านสุขภาพ สามารถปรับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเอง อุปัชฌาย์อาจารย์ และเพื่อนสหธรรมิกได้อย่างเหมาะสม

    2. ชุมชนและสังคมร่วมกันเป็นธุระดูแลอุปัฏฐากพระสงฆ์ตามหลักพระธรรมวินัย ทั้งในยามปกติ และยามอาพาธ          

    3. ส่งเสริมบทบาทพระสงฆ์ในการเป็นผู้นำด้านสุขภาวะของชุมชนและสังคม โดยสนับสนุนให้วัดและชุมชนปรับสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อสุขภาพ ลดปัจจัยเสี่ยง รวมถึงการสื่อสารสาธารณะถึงกิจกรรมเชิงพุทธ อาทิ วัดปลอดเหล้า บุหรี่ การพนัน งานบุญประเพณีปลอดเหล้า งานบวชสร้างสุข เป็นต้น โดยจะก่อให้เกิดความเชื่อมโยงและสัมพันธภาพที่ดี ให้เกิดขึ้น ระหว่างวัดกับชุมชน ทำให้ “พระสงฆ์มีสุขภาพแข็งแรง วัดมีความมั่นคง ชุมชนมีความเข้มแข็ง” สืบไป

  • คณะสงฆ์เมืองกาฬสินธุ์ ถอดบทเรียนงานบวชสร้างสุข มีมติผลักดันต่อ พร้อมขยายผล และสื่อสารให้มากขึ้น

    คณะสงฆ์เมืองกาฬสินธุ์ ถอดบทเรียนงานบวชสร้างสุข มีมติผลักดันต่อ พร้อมขยายผล และสื่อสารให้มากขึ้น

    จากค่านิยมเรื่องการจัดงานบวชในอำเภอเมืองกาฬสินธุ์ ที่ได้เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบันก่อให้เกิดปัจจัยเสี่ยง เช่น การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์  การมีมหรสพ ดนตรีฉลอง มีรถแห่เสียงดัง กระตุ้นการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เต้นยั่วยุ ก่อให้เกิดการทะเลาะวิวาท ความรุ่นแรงฆ่ากันตายในงานบวช สร้างความเดือดร้อนวุ่นวายต่อชุมชน ระหว่างชุมชน และสังคม  มีค่าใช้จ่ายมหาศาลในการจัดงานที่ยิ่งใหญ่ด้วยค่านิยมเชื่อว่าแสดงถึงฐานะทางสังคมของเจ้าภาพ  เกิดหนี้สิน ส่งผลให้เกิดภาพลบต่อเจ้าภาพที่จัดงานแบบเรียบง่าย  ประหยัด ที่ถูกต้องตามพระธรรมวินัยกลับถูกมองว่ายากจน  ซึ่งถือว่าเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงพระพุทธศาสนาของชาวพุทธในระยะยาว

    จนต่อมาได้เกิดเวที แลกเปลี่ยน แนวคิด การผลักดันนโยบายสาธารณะ งานบวชสร้างสุข เพื่อสร้างค่านิยมใหม่ให้เกิดขึ้นต่อการจัดงานบวช ของสังคมไทย โดยการประสานของ เจ้าอธิการแดง ปญฺญาวโร เจ้าคณะตำบลบึงวิชัย อ.เมืองกาฬสินธุ์ จ.กาฬสินธุ์ เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2565 ที่ผ่านมา ณ ห้องประชุมวัดกลาง อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ มีพระครูวรธรรมธัช ดร. เจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นประธานในที่ประชุม จากการประชุมก็ได้มีการหารือกันถึงแนวทางในการขับเคลื่อน

    ได้มีการบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ(MOU) กันเกิดขึ้น ในพื้นที่ของ อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ เพื่อสร้างความร่วมมือระหว่างคณะสงฆ์ กับ ชุมชน และราชการในเขตอำเภอเมืองกาฬสินธุ์ ในการรณรงค์แนวคิดงานบวชสร้างสุข และผลักดันให้เกิดต้นแบบงานบวชสร้างสุขในพื้นที่ เพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมของคณะสงฆ์อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ในการร่วมกันลดปัจจัยเสี่ยง สร้างปัจจัยเสริมให้เกิดขึ้นเป็นสังคมสุขภาวะ โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในขณะนี้  ซึ่งถือเป็นโอกาสในการจัดงานบวชแบบเรียบง่ายตามพระธรรมวินัย ป้องกันการติดเชื้อเป็นคลัสเตอร์งานบวชด้วย และเป็นการเอื้ออำนวยให้ลูกหลานชาวพุทธได้เข้ามาบวชในพระพุทธศาสนาได้ง่ายยิ่งขึ้นตามแก่นแท้ของพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง  จัดงานบวชสร้างสุขแบบ  “บวชวิถีใหม่ ยึดพระธรรมวินัย ห่างไกลอบายมุข ชุมชนอุ่นใจ เรียบง่าย ประหยัด  ปลอดภัย ไกลโควิด” เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการบวชอย่างแท้จริง และเป็นการสร้างวัฒนธรรมวิถีใหม่ให้เกิดขึ้น

    จากการดำเนินงานที่ผ่านมาของคณะสงฆ์อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ ได้มีการถอดบทเรียนการการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะงานบวชสร้างสุข ขึ้นที่ วัดป่าชัยมงคล ตำบลบึงวิชัย อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2566 เพื่อทบทวนการทำงานที่ผ่านมา แลกเปลี่ยนวิธีการ ปัญหา อุปสรรคในการดำเนินงาน พร้อมหาแนวทางในการจัดการกับปัญหาต่างๆ ร่วมกัน

    สรุปผลการขับเคลื่อน งานบวชสร้างสุขอำเภอเมืองกาฬสินธุ์

    1. เกิดรูปธรรม ต้นแบบงานบวชสร้างสุขในอำเภอเมืองกาฬสินธุ์ มากว่า 30 งาน มีพระสงฆ์ที่ผ่านกระบวนการบวชสร้างสุข ไม่ต่ำกว่า 39 รูป
    2. เกิดนวัตกรรมการเชิดชูผู้ที่บวชสร้างสุข ผ่านการมอบใบประกาศเกียรติคุณ
    3. เกิดการสร้างการสื่อสาร รณรงค์ งานบวชสร้างสุขในหลายรูปแบบ
    4. เกิดการประสานความร่วมมือ การขับเคลื่อนงานบวชสร้างสุข ระหว่าง วัด บ้าน ราชการ (บวร.)

    พระครูจันทธรรมานุวัตร, ดร. เจ้าคณะอำเภอเมืองกาฬสินธุ์ ประธานในการประชุม ได้กล่าวว่า ถ้าดูจากวัตถุประสงค์ของโครงการบวชสร้างสุขแล้ว ก็ถือว่ามีความสอดคล้องในแนวนโยบายการปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนาในด้านสาธารณะสงเคราะห์ และด้านการเผยแผ่พระพุทธศาสนา จึงได้รับเอาแนวนโยบายบรรจุเข้ากับแผนปฏิบัติการ ของคณะสงฆ์อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ เราก็ได้ขับเคลื่อนมาตลอด ปี 2565 ที่ผ่านมา วันนี้จึงกำหนดให้มีการแลกเปลี่ยนกัน ถึง แนวทางการดำเนินงาน ปัญหาอุปสรรคระหว่าง การดำเนินงาน เพื่อหาแนวทางในการแก้ไข และพัฒนาต่อไป

    พระครูสิทธิชยาภิวัฒน์ เจ้าคณะตำบลลำปาว ได้กล่าวเพื่อแลกเปลี่ยนว่า ตามที่เราได้ไปนำเสนอกับเจ้าภาพว่า การจัดงานจะต้องจัดลักษณะแบบนี้ แบบนี้ เราก็ต้องยอมรับความเป็นจริงอย่างหนึ่งว่า สมัยก่อนที่ปู่ย่าตายายเราทำมาส่วนมาก มักมีชุความคิดหนึ่งว่า ไหนๆจะได้บวชลูกทั้งที อยากจะจัดหนักจัดใหญ่ ก็ไม่ค่อยได้มีปัญหาอะไร สมัยก่อนจะจัดงานใหญ่ขนาดไหนก็อยู่ในขอบเขตและก็ไม่มีการทะเลาะวิวาท ไม่มีการฆ่ากัน แต่สมัยนี้มันแตกต่างกันแต่ สมัยนี้เขาจัดใหญ่เพื่อต้องการความสนุกสนานกันก็คือรถแห่ที่กำลังติดเทรนด์มากในช่วงนี้ ชาวบ้านไหนจะมีผ้าป่า กฐิน งานบวช ไม่มีรถแห่นี่ คนจะไม่ค่อยไป คนจะไม่ค่อยใส่ใจ เราพยายามพูดอยู่หลายครั้งก็อยากที่เขาจะเข้าใจ พอเราออกกฎกติกาออกมา ว่าถ้ามีรถแห่ ไม่บวชให้ เขาก็ไปบวชวัดอื่น ฉนั้น จึงเสนอว่า จะต้องมีการบรูณาการร่วมกัน ให้ทุกวัดในเขตตำบล ในเขตอำเภอ หรือไปจนถึง ระดับจังหวัด ให้มีกฎกติการในลักษณะเดียวกันนี้ เชื่อว่า ญาติโยมจะถอยเอง

    ด้าน พระครูอรัญสุเมธาภรณ์ เจ้าคณะตำบลภูดิน เจ้าอาวาสวัดทุ่งศรีเมือง ได้กล่าวว่า ที่ทุ่งศรีเมืองเอง ชาวบ้านมีฐานะอยู่ในระดับปานกลางจึงสามารถขอความร่วมมือได้ง่าย ในเรื่องของการจัดงานบวชที่เรียบง่าย แต่ก็ยังมีอยู่บ้างที่ ยังคงจัดแบบเดิม ที่มีดนตรีเครื่องแห่ เลี้ยงฉลองใหญ่โต ผมเองก็ได้มีการบอกกล่าวทำความเข้าใจอยู่ตลอด เราอาจจะยังห้ามเขาไม่ได้ เราก็ต้องสร้างข้อตกลงกับเขา ว่าถ้าเกิดปัญหาขึ้นมา ใครจะรับผิดชอบ รับผิดชอบอย่างไร พยาม ทำให้อยู่ในขอบเขตให้ได้มากที่สุด

    ในตอนท้าย พระครูจันทธรรมานุวัตร, ดร. เจ้าคณะอำเภอเมืองกาฬสินธุ์ ได้กล่าวต่อว่า จากที่ฟังจากหลายท่าน คิดว่าโครงการนี้มีประโยชน์ และหลายๆพื้นที่ก็เริ่มมีงานบวชต้นแบบ แต่ก็ยังคงมีปัญหาอุปสรรคอยู่บ้าง เราจึงต้องทำต่อไป ต้องช่วยกันสื่อสาร ประชาสัมพันธ์ สร้างความเข้าใจกับญาติโยม รวมไปถึง พระอุปัชฌาย์ ในพื้นที่อื่นๆ ได้ร่วมเป็นแนวปฏิบัติเดียวกันนี้ต่อไป

  • ปฏิญญาชอนสมบูรณ์ ภาพสะท้อนของพลังบวรลพบุรี สร้างสุขปลอดเหล้าปลอดโรคปลอดภัย

    ปฏิญญาชอนสมบูรณ์ ภาพสะท้อนของพลังบวรลพบุรี สร้างสุขปลอดเหล้าปลอดโรคปลอดภัย

    วันเสาร์ที่ 14 มกราคม 2566 ที่ผ่านมาภาคีเครือข่ายพลัง บวร ประกอบด้วย ผู้นำท้องถิ่น ผู้นำชุมชนคนสู้เหล้า แกนนำคนต้นแบบงดเหล้า (หัวใจหิน หัวใจเหล็ก หัวใจเพชร) อสม. แกนนำเยาวชนคนรุ่นใหม่ห่างไกลแอลกอฮอล์ พระสงฆ์นักพัฒนาจากวัดในเครือข่ายสังฆะเพื่อสังคม สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด นายอำเภอนักรณรงค์ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล โรงเรียน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สมาคมสถาบันนารายณ์เพื่อการพัฒนาจังหวัดลพบุรี เครือข่ายองค์กรงดเหล้าภาคกลาง (สคล.) และสื่อมวลชน (สื่อสร้างสุข) ร่วมกันบำเพ็ญกุศลในงานบุญ100 วัน พระอาจารย์แต๋ม (พระครูใบฎีกาทรงพล ชยนนฺโท) อดีตที่ปรึกษาเครือข่ายองค์กรงดเหล้าภาคกลาง

    พร้อมกันนั้น ได้มีการเปิดเวทีเสวนา  “บุญ 100 วัน สืบสานต่อยอด สานต่อเครือข่าย ส่งเสริมความรู้ เชิดชูคนดี”  ณ ลานร่มโพธิ์-พิกุล วัดศรีรัตนาราม ตำบลชอนสมบูรณ์ อำเภอหนองม่วง จังหวัดลพบุรี  เป็นการ พูดถึงงานต่างๆ ที่พระอาจารย์ท่านได้เคยเป็นผู้นำในการขับเคลื่อน ในเรื่องของการป้องกันและแก้ปัญหาจากการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รวมไปถึงประเด็นของการพัฒนาสุขภาวะของชุมชน สังคม ร่วมกันทบทวน เพื่อต่อยอดอุดมการณ์ความดี ให้ยังคงอยู่คู่สังคม

    ภาคีเครือข่าย เองได้ร่วมกันให้คำมั่นสัญญาที่แสดงถึงความสุจริตใจในการร่วมกันป้องกันและแก้ปัญหาจากการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อสืบสานต่อยอดอุดมการณ์สู่บรรลุเป้าหมายสังคมลพบุรีอยู่ดีมีสุขปลอดเหล้าปลอดโรคปลอดภัย ดังนี้

    1. ตระหนักในปัญหาและผลกระทบจากการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ที่ก่อให้เกิดความสูญเสียทั้ง​ด้านสุขภาพ เศรษฐกิจ และสังคม

    2 ส่งเสริมการใช้ข้อมูล ความรู้ เป็นฐานในการดำเนินงานให้เกิดผลสัมฤทธิ์ที่พึงประสงค์

    3. สร้างพื้นที่ปลอดภัย พื้นที่สร้างสรรค์ สำหรับเด็กและเยาวชน ให้คิดดี ทำดี ห่างไกลแอลกอฮอล์

    4. ลดนักดื่มหน้าเก่า สร้างสัมมาชีพ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสู่คุณภาพชีวิติที่ดี

    5. เสริมความเข้มแข็งของทุนทางสังคม ศาสนา และวัฒนธรรม งานบุญประเพณีปลอดเหล้า

    6. ดำเนินการอย่างเป็นองค์รวม ที่ต้องทำทุกเรื่องไปพร้อมกัน สำหรับคนทุกกลุ่ม

    7. เชื่อมร้อยและประสานพลังจากทุกภาคส่วน ให้มีส่วนร่วมอย่างสำคัญในการดำเนินงานทุกขั้นตอน

    8. ร่วมผลักดันมาตรการชุมชน สู่นโยบายสาธารณะการสร้างเสริมสุขภาวะระดับท้องถิ่น

    ปฏิญญาที่เป็นคำมั่นสัญญาฉบับนี้ แสดงถึงเจตนารมณ์ของทุกภาคีเครือข่ายชุมชน องค์กร ทุกหน่วยของจังหวัดลพบุรี ที่จะร่วมมือกันดำเนินการ และเพื่อเป็นหลักฐานแห่งการนี้ จึงลงลายมือชื่อไว้เป็นสำคัญ  โดยมีผลตั้งแต่วันที่ลงนาม ณ วันเสาร์ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2566 เป็นต้นไป


    อารีย์ เหมธุลิน ผู้ประสานงานเครือข่ายงดเหล้า ภาคกลางและปริมณฑล

  • ชุมชนสุขเจริญพัฒนา เขตบางกะปิ กทม. จัดกิจกรรมวันเด็กในชุมชน สร้างความสัมพันธ์ระหว่างเด็กกับครอบครัว

    ชุมชนสุขเจริญพัฒนา เขตบางกะปิ กทม. จัดกิจกรรมวันเด็กในชุมชน สร้างความสัมพันธ์ระหว่างเด็กกับครอบครัว

    รู้หน้าที่ มีวินัย ใฝ่ความดี

    คำขวัญวันเด็กแห่งชาติ ปี2566 โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

    เด็กคือทรัพยากรที่สำคัญของประเทศชาติ ซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาชาติบ้านเมืองให้เจริญรุ่งเรืองก้าวหน้าและมั่นคง อีกทั้งเป็นผู้ที่จะต้องเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ในวันข้างหน้า เพื่อทำหน้าที่ดูแลสังคมตลอดจนเศรษฐกิจ วัฒนธรรมความเปลี่ยนแปลงของสังคม โดยในวันเสาร์ของสัปดาห์ที่ 2 เดือนมกราคม ได้กำหนดให้มีการจัดกิจกรรมวันเด็กแห่งชาติขึ้น เพื่อให้ความสำคัญกับเด็กๆ

    วันเสาร์ที่ 14 มกราคม 2566 เนื่องจากเป็นวันเด็กแห่งชาติ ชุมชนสุขเจริญพัฒนา แขวงคลองจั่น เขตบางกะปิ กทม. ได้จัดกิจกรรมวันเด็กแห่งชาติในชุมชน ณ สำนักงานคลังสื่อเครือข่ายองค์กรงดเหล้า โพธิ์แก้ว 3 แยก 13 มีเด็กๆและพ่อแม่ผู้ปกครองในชุมชนมาร่วมสนุกสนานกันกับเด็กๆ มีการจัดกิจกรรม เล่นเกม แจกขนมและของรางวัลมากมาย จากการสนับสนุนของคนในชุมชนเอง ผู้ใหญ่ใจดีทั้งจากหน่วยงานราชการ หน่วยงานเอกชน และสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า

    ป้าวิ นางวีลาวัลย์ วุฒินันทภัทร ผู้ประสานงานประชาคมงดเหล้าชุมชนสุขเจริญพัฒนา เขตบางกะปิ กล่าวว่าที่เราจัดกิจกรรมในชุมชนของเราก็เนื่องจาก ให้ทุกคนในชุมชนได้มีโอกาสพาลูกๆหลานๆ ออกมาร่วมกิจกรรมได้อย่างสะดวก ไม่ต้องเดินทางออกไปไกลถึงข้างนอก เพราะจะดูแลกันยาก จัดอยู่ที่นี้เราดูแลเด็กๆของเราได้อย่างทั่วถึง ในเรื่องของความปลอดภัย

    บรรยากาศของกิจกรรมเต็มไปด้วยความสนุกสนาน ทั้งจากพ่อแม่ผู้ปกครอง และเด็กๆ ได้มีโอกาสทำกิจกรรมร่วมกัน เป็นการสานสัมพันธ์ระหว่างเด็กกับครอบครัว นอกจากความสนุกสนานแล้ว ยังแฝงไปด้วย การปลูกฝังจิตสำนึกที่ดีให้กับเด็กๆ ได้รู้จักการเป็นผู้ให้และผู้รับ การมีน้ำใจต่อกัน การรู้แพ้รู้ชนะ จากการแข่งเกม

    ภายหลังจากเสร็จสิ้นกิจกรรม ความน่ารักของที่นี้คือ ทุกคน พ่อแม่ผู้ปกครอง รวมถึงเด็กๆ ต่างช่วยกันเก็บขยะ และข้าวของช่วยกัน โดยไม่ทิ้งเป็นภาระให้กับผู้อื่น แสดงให้เห็นถึงความมีระเบียบวินัย ความมีน้ำใจต่อกัน ในชุมชน

  • สมเด็จพระมหาธีราจารย์ ย้ำ “การดูแลพระภิกษุอาพาธ เป็นหน้าที่ความรับผิดชอบของพระสงฆ์ พระสังฆาธิการ ต้องดูแลพระภิกษุผู้ใต้บังคับบัญชา ไม่ทอดทิ้ง ยามอาพาธเจ็บป่วยจนกว่าจะหายดี ”

    สมเด็จพระมหาธีราจารย์ ย้ำ “การดูแลพระภิกษุอาพาธ เป็นหน้าที่ความรับผิดชอบของพระสงฆ์ พระสังฆาธิการ ต้องดูแลพระภิกษุผู้ใต้บังคับบัญชา ไม่ทอดทิ้ง ยามอาพาธเจ็บป่วยจนกว่าจะหายดี ”

    สมเด็จพระมหาธีราจารย์ กรรมการมหาเถรสมาคม ประธานฝ่ายสาธารณสงเคราะห์ของมหาเถรสมาคม เจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามย้ำ “การดูแลพระภิกษุอาพาธ เป็นหน้าที่ความรับผิดชอบของพระสงฆ์ พระสังฆาธิการ ต้องดูแลพระภิกษุผู้ใต้บังคับบัญชา ไม่ทอดทิ้ง ยามเจ็บป่วยไม่สบายจนกว่าจะหายดี หรือจนกว่าจะหายป่วย”

    ในการเป็นประธานกล่าวให้ข้อคิดเห็น และให้นโยบายเปิดเวทีการประชุมขับเคลื่อนเครือข่ายกองบุญพระภิกษุอาพาธระดับประเทศ ผ่านระบบ video conference zoom

    วันอาทิตย์ที่ 25 ธันวาคม  2565  ช่วงเช้ามีการประชุมใหญ่ประจำปีกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์จังหวัดจันทบุรี มอบทุนผู้สูงอายุ-ทุนการศึกษา-ผู้พิการ-ผู้ด้อยโอกาส จำนวน 1,100 ทุน และ ช่วงบ่าย มีการประชุมขับเคลื่อนเครือข่ายกองบุญพระภิกษุอาพาธระดับประเทศ ภายใต้กรอบ “ธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์แห่งชาติ 2560 และข้อตกลงความร่วมมือบทบาทการเกื้อหนุนวัดและชุมชนให้มีความสุขอย่างยั่งยืน และจังหวัดบูรณาการบำบัดทุกข์ บำรุงสุข  โดยช่วงบ่ายมีพระสงฆ์จังหวัดต้นแบบที่จัดตั้งกองบุญพระภิกษุอาพาธแล้ว และอำเภอเครือข่ายกองบุญพระภิกษุอาพาธ

    โดยมีพระเทพสิทธิเวที เจ้าคณะจังหวัดระยอง เป็นประธานฝ่ายสงฆ์  มีผู้ร่วมประชุมเจ้าคณะจังหวัด  พระศรีพัชโรดม เจ้าคณะจังหวัดเพชรบูรณ์  พระครูศรีมงคลปริยัติกิจ เจ้าคณะจังหวัดสะเกษ พระราชธรรมเมธี เจ้าคณะจังหวัดจันทบุรี พระเทพวราจารย์ เจ้าคณะจังหวัดอุบลราชธานี มอบพระพิพัฒน์วชิโรภาส เจ้าอาวาสวัดป่าดงใหญ่วังอ้อ เจ้าคณะตำบลหัวดอน ที่ปรึกษาปลัดกระทรวงมหาดไทยแทน พระเทพเสนาบดี เจ้าคณะจังหวัดลพบุรี   พระโสภณพัฒนคุณ เจ้าคณะอำเภอหนองม่วงแทน ผู้แทนพระราชสารโสภณ รองเจ้าคณะจังหวัดชลบุรี   ผู้แทนพระบุรเขตธรรมคณี เจ้าคณะจังหวัดตราด  พระครูโพธิวีรคุณ เจ้าคณะอำเภอปทุมรัตต์ จ.ร้อยเอ็ด พระครูสุมณฑ์ธรรมธาดา จังหวัดสุโขทัย  เป็นต้น   ประธานฝ่ายฆราวาส นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย มอบหมายให้ นายธวัชชัย นามสมุทร รองผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี ปฏิบัติราชการแทน  

    พระราชธรรมเมธี เจ้าคณะจังหวัดจันทบุรี ประธานกองบุญพระภิกษุอาพาธฺจังหวัดจันทบุรี กล่าวรายความเป็นมาและวัตถุประสงค์ของการจัดเวทีประชุมขับเคลื่อนเครือข่ายกองบุญพระภิกษุอาพาธระดับประเทศ โดยสรุปใจความสำคัญว่า

                คณะสงฆ์จังหวัดจังหวัดจันทบุรีทั้ง 10 อำเภอได้เรียนรู้เรื่อง “กองบุญ” จากบทเรียนของพระสงฆ์นักพัฒนาทั่วประเทศโดยพระครูสุวรรณโพธิวรธรรม วัดโพธิ์ทอง นำมาขยายผลได้จัดตั้ง “กองบุญสุขภาวะพระสังฆาธิการจังหวัดจันทบุรี”และได้นำความรู้นี้เข้าไปถวายแลกเปลี่ยนกับพระสงฆ์เจ้าคณะสงฆ์จังหวัดใกล้เคียง และจังหวัดที่เป็นเครือข่ายกระจายอยู่ทั่วประเทศ  7 จังหวัดที่จัดตั้งกองบุญฯเสร็จ ได้แก่ จังหวัดจันทบุรี จังหวัดตราด จังหวัดระยอง จังหวัดชลบุรี จังหวัดลพบุรี จังหวัดศรีสะเกษ และจังหวัดเพชรบูรณ์ มีจำนวนสมาชิกแต่ละจังหวัด  รวมแล้วประมาน 10,000 รูป ได้รับสวัสดิการยามเจ็บป่วย ประสบอุบัติเหตุ และมรณภาพแล้วมากกว่าสี่พันรูป ต่างมีประโยชนน์ร่วมกันว่า “กองบุญนี้” เป็นการวางรากฐานการดูสุขภาพพระสงฆ์ไทยที่สำคัญในอนาคตตามหลักธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์แห่งชาติ ปี 2560 ข้อที่ 33 ว่าด้วยการจัดตั้งทุนระดับชาติ และระดับพื้นที่เป็นไปเพื่อความสังเคราะห์ เกื้อกูลกันในหมู่พระสงฆ์ตามหลักการทำงานสาธารณสงเคราะห์ของคณะสงฆ์ คือ 1.อัตถายะ เป็นประโยชน์ 2.หิตายะ เกื้อกูลกัน และ 3.สุขายะ มีความสุขสันติสุข และตามคติธรรมที่เจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสงฆราช สกลมหาสฆปริณายก ได้ประทานในการประชุมสัมมนาขับเคลื่อนงานฝ่ายสาธารณสงเคราะห์ตามแผนปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนาจากนโยบายสู่การปฏิบัติระดับจังหวัด ความตอนหนึ่งว่า “บุคคลพึงบำเพ็ญกรณียกิจเพื่อเกื้อกูลกันและกัน ด้วยการละคลายความเป็นตัวตนให้มากที่สุด” ให้สมดังพระพุทธศาสนที่ว่า “ภูตํ เสสํ ทยิตพฺพํ แปลความว่า เมื่อยังมีชีวิตอยู่ควรเกื้อกูลกัน”

    พระราชธรรมเมธี กล่าวรายงานต่อว่า การจัดเวทีวันนี้ เพื่อรับฟังความคิดเห็น จากเจ้าคณะจังหวัดทั้ง 12 จังหวัด เจ้าคณะอำเภอเครือข่าย พระสงฆ์ ผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แล้วสรุปผลเป็นแนวทางการขยายผลผลักดัน ให้เกิดการจัดตั้งกองบุญพระภิกษุอาพาธระดับจังหวัด ขยายในเชิงปริมาณถึงระดับประเทศต่อไป

    สมเด็จพระมหาธีราจารย์  ได้ให้ข้อคิดเห็นชื่นชม และนโยบายโดยสรุปว่า เป็นที่น่าชื่นชมเป็นอย่างยิ่ง ที่คณะสงฆ์ได้ใช้หลักธรรมนำทางโลก ใช้หลักการสาธารณสงเคราะห์ ชุมชน สังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสงเคราะห์กันเองในหมู่สงฆ์ ด้วยคาดหวังจะวางรากฐานการดูแลสุขภาพพระสงฆ์ โดยการจัดตั้งกองบุญพระภิกษุอาพาธระดับจังหวัด ใช้การจัดการรูปแบบใหม่ผ่านระบบไอทที่สอดคล้องโลกปัจจุบัน และสอดคล้องกับหลักพระพุทธศาสนา  ซึ่งข้อเท็จจริงแล้ว การดูแดพระสงฆ์อาพาธ เป็นหน้าที่ความรับผิดชอบของสงฆ์ พระสังฆาธิการ ต้องดูแลพระภิกษุผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา ไม่ทอดทิ้ง ยามเจ็บป่วยไม่สบายจนกว่าจะหายดี หรือจนกว่าจะจากกันไป  ซึ่งพระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ตอนหนึ่งว่า :

    “..ดูกรภิกษุทั้งหลาย! พวกเธอไม่มีมารดาบิดา ผู้ใดเล่าจะพึงพยาบาลพวกเธอ ถ้าพวกเธอจักไม่พยาบาลกันเอง ใครเล่าจักพยาบาล ดูกรภิกษุทั้งหลาย ! ผู้ใดจะพึงอุปัฏฐากเรา ผู้นั้นพึงพยาบาลภิกษุอาพาธเถิด ฯลฯ  

    ถ้าไม่มีอุปัชฌายะ อาจารย์ สัทธิวิการิก อันเตวาสิก ภิกษุผู้ร่วมอุปัชฌายะ  หรือภิกษุผู้ร่วมอาจารย์ เป็นหน้าที่ของสงฆ์ที่ต้องพยาบาลจนตลอดชีวิต หรือจนกว่าจะหาย”

    การขับเคลื่อนธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์แห่งชาติ ปี  2560 การดำเนินงานได้มีความก้าวหน้าในประเด็นที่สำคัญ อาทิ

    1. พระสงฆ์เข้าถึงสิทธิในการรับบริการสุขภาพ 181,757 รูป
    2. พระสงฆ์ได้รับการตรวจคัดกรองสุขภาพในวัดทุกรูป จำนวน 10,491 วัด
    3. มีการจับคู่ 1 วัด 1 สถานพยาบาลจำนวน 9,622 วัด /สถานพยาบาล
    4. มีการอบรมพระคิลานุปัฏฐากแล้ว 9,588 รูป

    การประชุม ขอให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ที่ได้ตั้งไว้ ในการรับฟังความคิดเห็นจากเจ้าคณะจังหวัด  เจ้าคณะอำเภอเครือข่าย พระสงฆ์ รวมทั้งผู้แทนกระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยการจัดตั้งกองบุญพระภิกษุอาพาธระดับจังหวัดนั้น ขอให้คิดถึง การต่อยอดประเด็นที่มีความก้าวหน้าตามที่กล่าวแล้ว ในลักษณะความเชื่อมโยง การสนับสนุนกันอย่างไร  แล้วหาต้นแบบที่เป็นรูปธรรมเพื่อการขยายผลให้เกิดคุณูปการต่อการดูแลสุขภาพพระสงฆ์กันเองเบื้องต้น แบบครบวงจร ที่สอดคล้องกับหลักการพระพุทธศาสนาต่อไป  

    เจ้าคณะจังหวัด และเจ้าคณะอำเภอเครือข่ายกองบุญพระภิกษุอาพาธมีมติร่วมกันจะร่วมผลักดัน ขยายบทเรียนการจัดตั้งกองบุญพระภิกษุอาพาธ เพื่อวางรากฐานการดูแลสุขภาพพระสงฆ์ไทย ดังนี้

    1. ยึดหลักการ “การดูแลภิกษุอาพาธ เป็นหน้าที่โดยธรรม โดยวินัยของคณะสงฆ์ทุกระดับ ไม่ทอดทิ้ง เกื้อกูล ยามเจ็บป่วยไม่สบายจนกว่าจะหายดี หรือจนกว่าจะตายจากกันไป”
    2. จะขยายผลต่อเริ่มต้นจากบทเรียน ความรู้ ประสบการณ์ จากจังหวัดที่จัดตั้งได้แล้ว จากแต่ละภาค จังหวัด ขยายสู่จังหวัดใกล้เคียงที่สนใจ เป็นพี่เลี้ยง การสื่อสาร สร้างกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันด้วย
    3. พัฒนาทีมวิทยากร การจัดการการเงิน และระบบการจัดการ
    4. วางโครงสร้างเครือข่ายภาคีกองบุญพระภิกษุอาพาธ โดยมี พระราชธรรมเมธี เจ้าคณะจังหวัดจันทบุรี เป็นประธาน     

    ชัยณรงค์ คำแดง รายงาน

  • เครือข่ายสังฆะเพื่อสังคม จัดเวทีแลกเปลี่ยนบทบาทพระสงฆ์ในการเป็นผู้นำด้านการสร้างสุขภาวะชุมชนและสังคม พร้อมระดมทุนทอดผ้าป่าสังฆะสามัคคี สมทบกองบุญสุขภาวะ สังฆะเพื่อสังคม ดูแลพระสงฆ์นักพัฒนาที่อาพาธทั่วประเทศ

    เครือข่ายสังฆะเพื่อสังคม จัดเวทีแลกเปลี่ยนบทบาทพระสงฆ์ในการเป็นผู้นำด้านการสร้างสุขภาวะชุมชนและสังคม พร้อมระดมทุนทอดผ้าป่าสังฆะสามัคคี สมทบกองบุญสุขภาวะ สังฆะเพื่อสังคม ดูแลพระสงฆ์นักพัฒนาที่อาพาธทั่วประเทศ

    เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาสังฆะเพื่อสังคม ในอดีตที่ผ่านมาถือว่าเป็นเครือข่ายที่มีความตื่นตัวในบทบาทหน้าที่ของ ความเป็นพระ ความเป็นผู้นำชุมชน สังคม ประเทศ และเป็นทั้งผู้นำแนวคิดบางสมัย เป็นเครือข่ายสนับสนุนแนวคิดของฝ่ายปกครองบ้านเมืองเพื่อให้เกิดความร่มเย็นเป็นสุขในชุมชน สังคม ประเทศ รวมตัวเกาะเกี่ยวกันเป็นเครือข่าย เช่น เครือข่ายพระ อนุรักษ์ป่า เครือข่ายพระผู้นำแผ่นดินธรรมแผ่นทอง (องค์การ) เครือข่ายพระเสขิยธรรม เครือข่ายพระธรรมทายาท เครือข่าย โครงการพุทธชยันตี พอเพียง เคียงธรรม เครือข่ายพระสงฆ์ลดปัจจัยเสี่ยง เครือข่ายสวดมนต์สร้างปัญญา เครือข่ายวัดปลอดพนัน เครือข่ายงานบวชสร้างสุข และเครือข่ายโครงการวัดปลอดเหล้า บุหรี่ พนันสร้างภูมิคุ้มกันโควิด – 19 ด้วยหลักพุทธธรรม เป็นต้น

    กาลเวลาที่ผ่านไป เครือข่ายพระสงฆ์ รุ่นก่อนเริ่มอ่อนแรงอยู่ตัว และสูงวัย เข้าเป็นผู้มีบทบาทในสายปกครอง ในขณะที่โลกสมัยใหม่มีความซับซ้อน การสื่อสารการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ มีความรวดเร็ว มีหลายช่องทาง การ บริหารจัดการต้องอาศัยทักษะ การสร้างพระธรรมทายาทรุ่นใหม่ขาดความต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่อ กระบวนการทำงานเครือข่ายและโอกาส บางภาคไม่สามารถเคลื่อนงานได้ ในขณะที่ บางภาคสามารถขับเคลื่อนงานได้ หลากหลาย เชื่อมกันเป็นเครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาในระดับจังหวัด/ภาค และสามารถสนองงานระดับนโยบาย และหน่วยงาน กระทรวงต่างๆได้

    วันที่ 13 – 14 ธันวาคม 2565 ที่ผ่านมา มูลนิธิสังฆะเพื่อสังคม สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) จัดเวทีเวทีแลกเปลี่ยนกำหนดทิศทางการทำงานเครือข่าย และระดมทุนกองบุญ ประจำปี 2565 ประเด็น : พัฒนาเครือข่ายและบทบาทพระสงฆ์ในการเป็นผู้นำด้านสร้างสุขภาวะชุมชนและสังคม : “กรณีศึกษาบวชสร้างสุข” และประเด็นอื่นๆ โดยการสนับสนุนของสำนักงานกองบุญสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) พระสงฆ์นักพัฒนาทุกภูมิภาคทั่วประเทศ เดินทาง มาร่วมกันที่ภาคเหนือตอนบน คือ จังหวัดลำพูน และจังหวัดเชียงใหม่

    โดยในวันแรก 13 ธันวาคม 2565 คณะสงฆ์ในเข้าศึกษาดูงาน “รูปธรรมงานพระคิลานุปัฏฐาก กับการดูแลพระสงฆ์อาพาธครบวงจร” โดย พระมหาอนุวัตร ฐิตเมโธ ประธานพระคิลานุปัฏฐากจังหวัดลำพูน ณ วัดหนองปลาขอ ตำบลป่าสัก อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน ได้ศึกษาดูงานและแลกเปลี่ยนเชิงการยกระดับและเชื่อมโยง เหนือ ใต้ อีสาน ตะวันออก

    ด้านพระครูสุวรรณโพธิวรธรรม ประธานมูลนิธิสังฆะเพื่อสังคม กล่าวว่า การมารวมตัวของพระสงฆ์ทุกภูมิภาคทั่วประเทศ ในจังหวัดของภาคเหนือ ในวันนี้ หลักๆแล้ว คือ เรามาร่วมกันระดมทุน เพื่อทอดผ้าป่า สมทบเข้ากองบุญสุขภาวะสังฆะเพื่อสังคม ในระดับประเทศ เพื่อใช้เป็นกองทุนในการดูและพระสงฆ์อาพาธ ซึ่ง เครือข่ายพระสงฆ์เราที่มารวมตัวกันขับเคลื่อนงาน ในการพัฒนาชุมชน พัฒนาสุขภาวะของชุมชน ในหลายๆประเด็น ทั้งในเรื่องของการรณรงค์ให้ชุมชนปลอดจากอบายมุข และปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ

    ในเรื่องการบวชสร้างสุข ให้คนละเว้นในเรื่องของอบายมุข จัดงานอย่างประหยัดเรียบง่าย และยึดถือเอาตามหลักพระธรรมวินัย อะไรอย่างนี้ เราก็ขับเคลื่อนกันมาให้ชุมชนอยู่ดีมีสุข จนมีอยู่หนึ่งประเด็นที่เราพบว่า พระเราลืมเลือนที่จะนึกถึงไป ก็คือ ในเรื่องของการดูแลพระสงฆ์เราด้วยกันเอง เมื่อยามเจ็บป่วยอาพาธ ไร้ซึ่งคนดูแล เราจึงมีความพยายามที่จะคิดรูปแบบ หรือ ว่าสร้างแนวทางในการจัดระบบดูและพระสงฆ์เราเมื่อยามอาพาธ ที่แต่ละวัดในแต่ละภาค ก็จะมีรูปแบบ แนวทางที่หลากหลายแตกต่างกันออกไป ซึ่งการรวมตัวของคณะสงฆ์เราครั้งนี้ถือว่าเป้นโอกาสที่ดี ที่เราจะได้มาร่วมแลกเปลี่ยน แนวทางการดูแลพระสงฆ์ให้เกิดผลดี ให้มีสุขภาพกายสุขภาพจิตที่ดี ให้มีความพร้อมที่จะดูแล และช่วยเหลือชาวบ้านอีกต่อไป

    ภายในเวทีได้มีการแลกเปลี่ยนการขับเคลื่อนงานและบทเรียนการทำงานการพัฒนาสุขภาวะของพระสงฆ์และชุมชนภายในเวที ทางภาคเหนือโดยจังหวัดลำพูนเอง มีความน่าสนใจ คือ จังหวัดลำพูนเอง มีการทำงานที่เน้นการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนเป็นหลัก โดยเน้นหนักไปทางกลไกลของพระสงฆ์ซึ่งถือว่ามีความสำคัญ ในส่วนของกลไกพระคิลานุปัฏฐาก  มีการจัดระบบฐานข้อมูลร่วมกับสาธารณสุขจังหวัด สาธารณสุขอำเภอ มีการคัดกรองสุขภาพร่วมกับเจ้าหน้าที่นอกเหนือจากนั้นยังมีการสร้างจิตอาสาขึ้นมาเพิ่มเติมเพื่อดูแลอย่างทั่วถึง โดยพระสงฆ์ มีระบบส่งต่อดูแลช่วยเหลือต่อเนื่องโดยการส่งเคสผู้ป่วยไปยังโรงพยาบาลลำพูนมีศูนย์ประสานงานขับเคลื่อนทั้ง 8 อำเภอ บทเรียนการทำงานที่ผ่านมา ในจังหวัดลำพูนเองจำนวนพระที่อาพาธจนต้องได้รับการพึ่งพิงมีทั้งหมดเพลงแค่ 17 เคส ทั้งจังหวัดใน 8 อำเภอหรือว่าพระในจังหวัดลำพูนมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงมากป่วยน้อย แต่สถิติจากการคัดกรองส่วนใหญ่ที่คัดกรองโดยพระคิลานุปัฏฐากใน 2-3 ปีที่ผ่านมาพบว่าพระสงฆ์ป่วยด้วยโรค NCDs กันเยอะ โรคเบาหวาน ความดัน ไขมัน อะไรพวกนี้ จากสถิติใน 100% ที่คัดกรองสุขภาพพระสงฆ์พบว่ามี ร้อยละ 33 ที่มีภาวะน้ำหนักเกิน สะท้อนให้เห็นถึงข้อมูลด้านโภชนาการของพระสงฆ์ในจังหวัดลำพูน ได้มีการผลักดันโครงการต่างๆเพื่อควบคุมการบริโภคของพระสงฆ์ ให้ถูกต้องและเหมาะสมกับโภชนาการ โดยการกำกับของ พระเทพรัตนนายก เจ้าคณะจังหวัดลำพูน มีโครงการอาหารปลอดภัย โครงการโรงเรียนเบาหวานวิทยา ซึ่งแต่ละโครงการไม่เพียงแต่ส่งผลต่อพระสงฆ์แต่ส่งผลไปถึงประชาชนให้เข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลรักษาสุขภาพตนเองด้วย

    ภาคใต้เอง โดยพระมหาบวร ปวรธมฺโม เจ้าอาวาสวัดบุญนารอบ จ.นครศรีธรรมราช ได้แลกเปลี่ยนถึงแนวทางการพัฒนา พระคิลานุปัฏฐาก โดยการอบรมพัฒนาศักยภาพเสริมสร้างความรู้ให้มีความรู้ความสามารถในการทำงานอันนี้เรื่องการปฐมพยาบาลการคัดกรองผู้ป่วยการดูแลผู้ป่วยรวมไปถึง มีความรู้ในการเข้าถึงสิทธิต่างๆในการดูแลรักษาสุขภาพ และมีการผลักดันให้เกิดศูนย์พักฟื้นพระสงฆ์อาพาธให้เกิดขึ้นภายในวัด โดยจังหวัดตรัง วัดห้วยยอด  โดยพระสมุห์กฏษฎา ขันติกโร ได้ดำเนินการจัดสร้างร่วมกับโรงพยาบาลห้วยยอดไปแล้ว ในชื่อว่าสังฆะศาลา เป็นอาคารพักฟื้นพระสงฆ์อาพาธ นอกจากนี้ยังเป็นศูนย์ดูแลรักษาสุขภาพของพระสงฆ์อย่างครบวงจร มีเจ้าหน้าที่สาธารณสุขผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเข้ามาดูแล จะเห็นได้ว่าการทำงานของภาคใต้เอง ก็มีการทำงานร่วมกับหลายๆภาคส่วนมีการเชื่อมโยงเครือข่ายการทำงานไม่ได้ทำเพียงฝ่ายใดฝ่ายเดียว

    มีความคล้ายกันของทางภาคอีสาน โดยพระครูโพธิวรคุณ เจ้าคณะอำเภอปทุมรัตต์ จังหวัดร้อยเอ็ด ที่มีการขับเคลื่อนร่วมกับชุมชนและราชการ ในรูปแบบของโครงการ วชร 079 เป็นการร่วมมือกันระหว่างวัด ชุมชน งานราชการ ในการขับเคลื่อนงานต่างๆด้านการพัฒนาชุมชนโดยสอดคล้องกับการพัฒนาสุขภาวะของชุมชนในทุกมิติ ใช้โครงการเป็นโอกาสในการดูแลรักษาสุขภาพของพระสงฆ์และชุมชน มีกลไกสำคัญเช่นเดียวกันกับทุกภาคก็คือพระคิลานุปัฏฐาก มันเป็นกำลังหลักในการดูแลพระสงฆ์ เห็นได้ชัดเมื่อช่วงของการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ที่วัดเป็นที่พักพิงผู้ป่วย โควิด 19 ก็ใช้เครือข่ายของ พระคิลานุปัฏฐาก วชร 079 นี่แหล่ะเขามาดูแล จนทำให้สามารถผ่านพ้นวิกฤตมาได้ เกิดการยอมรับในชุมชน

    และในภาคค่ำนั้นเอง ก็ได้มาล้อมวงพูดคุยแลกเปลี่ยนกันต่อถึงบทเรียนการขับเคลื่อนงานบวชสร้างสุข ที่ทำร่วมกันทุกภาคทั่วประเทศ ณ ตอนนี้ แชร์บทเรียนการทำงานร่วมกันในแต่ละภาค เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางที่จะนำไปใช้ในการขับเคลื่อนผมจังหวัดตนเองต่อไป

    เช้าวันที่ 15 ธันวาคม 2565 คณะสงฆ์ ได้ทำพิธีทอดผ้าป่าสังฆสามัคคี เพื่อสมทบทุนใน กองบุญสุขภาวะสังฆะเพื่อสังคม ในการดูแลพระสงฆ์นะคะนาพี่อาพาธ ทั่วประเทศ ได้รับความเมตตาจากเจ้าคณะภาค 7 พระพรหมเสนาบดี (พิมพ์ ญาณวีโร) เป็นองค์ประธานในการทอดผ้าป่าครั้งนี้ 

    ภายหลังเสร็จสิ้นได้มาพูดคุยแลกเปลี่ยนต่อยอดกันถึงแนวทางที่จะผลักดันแนวคิดของกองบุญสุขภาวะพระสงฆ์ ที่จะใช้ดูแลพระสงฆ์เมื่อยามเจ็บป่วยอาพาธทั่วประเทศ ให้พระสงฆ์ทุกรูปได้เข้าถึงการรักษาสุขภาพอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม ถือเป็นโจทย์ใหญ่ที่เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาแต่ละภาคจะร่วมกันผลักดันในโอกาสต่อจากนี้ไป