Author: อรรถพล ต่องสุพรรณ

  • จากต้นแบบคนหัวใจเพชร…สู่ตำนานเจ้าภาพแต่งงานปลอดเหล้า จังหวัดลพบุรี

    จากต้นแบบคนหัวใจเพชร…สู่ตำนานเจ้าภาพแต่งงานปลอดเหล้า จังหวัดลพบุรี

    “แม้หนูจะไม่ได้บวชให้พ่อกับแม่ แต่หนูก็มีงานแต่งงานให้พ่อแม่ได้ภูมิใจ”

    เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2565 นายอำพล อังคภากรณ์กุล ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี ได้ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีงานแต่งงาน นิธิมา (มิ้น) เทียมมงคล & ธนาคาร (แบ๊งค์) ยอดวัน บุตรสาวนายนิมิตร์ – นางศิรินทิพย์ เทียมมงคล เครือข่ายชมรมคนหัวใจเพชรจังหวัดลพบุรี ได้จัดงาน “มงคลสมรสปลอดเหล้า” ซึ่งถือเป็นต้นแบบงานบุญปลอดเหล้าที่ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงตามรอยเท้าพ่อ

    งานเลี้ยงฉลองมงคลสมรส จัดขึ้นที่ท่ากระยาง คาเฟ่ จังหวัดลพบุรี บรรยากาศในงานเป็นไปอย่างชื่นมื่น แขกเหรื่อ/ผู้มีเกียรติที่เป็นเครือข่าย ที่เดินทางมาจากทั่วประเทศ เช่น คุณอรพิน จิระพันธุ์วาณิช นายก อบจ.ลพบุรี, คุณเจริญ พิมพ์ขาล เกษตรจังหวัดเชียงใหม่, ผศ.ดร.นพ.ธีระ กุศลสุข คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล, อ.อำนวย จั่นเงิน ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดลพบุรี, รศ.ดร.กาสัก เต๊ะขันหมาเป็นต้น ต่างชื่นชมยินดี ที่ “น้องมิ้น” และ “น้องแบ๊งค์” เจ้าสาว/เจ้าบ่าว คนรุ่นใหม่ ที่กล้าเปิดประวัติศาสตร์หน้าใหม่ ของการจัดงานเลี้ยงฉลองมงคลสมรสปลอดเหล้า นับเป็นการสร้างค่านิยมใหม่ในการจัดงานแต่งงานปลอดเหล้าที่ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงตามรอยเท้าพ่อ ครั้งแรกในจังหวัดลพบุรี     

    นับเป็นงาน “สร้างกระแสต้นแบบการจัดงานแต่งงานปลอดเหล้า”ของ เครือข่ายองค์กรงดเหล้าจังหวัดลพบุรี ให้เกิดการรับรู้สู่สังคม ที่เน้นการจัดงานเรียบง่าย ประหยัด ปลอดภัย สุขใจทั้ง “เจ้าภาพ” และ “แขกเหรื่อ” ที่มาร่วมฉลองมงคลสมรสของคู่บ่าว/สาว รุ่นใหม่ ที่พร้อมจะสร้างครอบครัวใหม่ ให้อยู่เย็นเป็นสุข

    นอกจากนี้ ยังมี Highlight ของจุดเริ่มต้นการสร้างครอบครัวใหม่ ซึ่งเป็นข้อคิดที่สร้างความประทับใจให้กับ “แขกเหรื่อ” ที่มาร่วมเป็นสักขีพยานในงานเป็นอย่างมาก นั่นคือ “การรดน้ำถั่วงอกให้งอกงาม” แทนการตัดเค้ก แบบที่เห็นกันในงานมงคลสมรสโดยทั่วไป “ความพอเพียง พออยู่พอกิน” นับเป็นสิริมงคลแก่ คู่บ่าวสาว เป็นงานแต่งงานที่ “แขกเหรื่อ” ที่มาร่วมได้แง่คิดทั้งด้านการ Create สร้างสรรค์ และแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง

    พร้อมกันนี้ รศ.ดร.กาสัก เต๊ะขันหมาก ผู้อำนวยการสถาบันนารายณ์เพื่อการพัฒนาจังหวัดลพบุรี ได้กล่าวชื่นชมเจ้าภาพที่มีความมุ่งมั่น ในการสร้างค่านิยมใหม่ให้เป็นงานประเพณีแต่งงานปลอดเหล้า” ที่ประหยัด ปลอดโรค ปลอดภัย เห็นควรนำเสนอแก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องประกาศเกียรติคุณ ชื่นชมให้สังคมนำไปเป็นแบบอย่างต่อไป

    ภรธิดา  เวียงสงค์ : รายงาน

    ผู้ประสานงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้าจังหวัดลพบุรี

  • ถอดบทเรียน : งานบวชสร้างสุข “ร่วมอุดมการณ์ ร่วมใจ ร่วมกลไก เครือข่ายสังฆะเพื่อสังคมภาคกลาง”

    ถอดบทเรียน : งานบวชสร้างสุข “ร่วมอุดมการณ์ ร่วมใจ ร่วมกลไก เครือข่ายสังฆะเพื่อสังคมภาคกลาง”

    เมื่อวันที่ 19 -20 พฤศจิกายน 2565 คณะทำงานกลไกขับเคลื่อนเครือข่ายสังฆะเพื่อสังคมภาคกลาง  ได้จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการเรื่อง กระบวนการจัดการความรู้ : ถอดบทเรียน “งานบวชสร้างสุข” ภาคกลาง ในฐานะ ทีมงานร่วมอุดมการณ์ ร่วมใจ กลไกสังฆะเพื่อสังคมภาคกลาง ณ อุ่นเรือน รีสอร์ท อ.เมือง จ.นครนายก มีผู้เข้าร่วมทั้งสิ้น 19 คน ประกอบด้วย แกนนำเครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนา พุทธอาสา นักวิชาการ ผู้ประสานเครือข่าย สคล.ระดับจังหวัดและระดับภาคภาค เพื่อเสริมทักษะการถอดบทเรียน สร้างการเรียนรู้ (อารมณ์/ความรู้สึก และ การสังเกตการณ์) อย่างมีส่วนร่วม และเพื่อพัฒนากลไกในการขับเคลื่อนงานบวชสร้างสุขโดยมี พระครูภัทรธรรมคุณ, ดร. เจ้าคณะอำเภอพัฒนานิคม รักษาการประธานเครือข่ายสังฆะเพื่อสังคมภาคกลาง เป็นประธานเปิดการอบรม

    พระปัญญา จิตฺปญโญ, ดร. ผู้จัดการเครือข่ายสังฆะเพื่อสังคมภาคกลาง ชี้แจงวัตถุประสงค์ความเป็นมา แนะนำวิทยากร ตลอดจนอธิบายถึง คุณค่า/ความหมายในการจัดกระบวนการพัฒนาศักยภาพ “ทีมงาน” เปรียบเสมือนการ “ติดอาวุธทางปัญญา” ที่มีทั้งแบบลุ่มลึกต้องอาศัยวิจารณญาณในการคิดตาม และ แบบซึ่งหน้า ตรงไปตรงมา ชัดเจน เข้าถึงง่าย ซึ่งหากนำไปปฏิบัติอย่างจริงจัง ย่อมสามารถบรรลุเป็นมรรคเป็นผลได้ ทั้งในเบื้องต้น ท่ามกลาง และบั้นปลาย ตามกำลังสติปัญญาและความเพียรของแต่ละคน กระบวนการอบรมในครั้งนี้ เป็นไปตามหลักธรรม คือ มีลักษณะเป็น “อกาลิโก” ทันสมัย ถูกกาลเวลา ซึ่งวิทยากร และทีมผู้จัด ได้ออกแบบมาอย่างละเมียดละไม สาระสำคัญสรุปได้ดังนี้

    1) ในเบื้องต้น ใช้กลยุทธ์ “สังฆะนักพัฒนาอาสานำ พุทธอาสาตาม” เริ่มด้วยการพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์งาน “บวชสร้างสุข” จาก “นิยาม/ความหมาย” ที่เป็นแก่นแท้ของ “การบวช” โดยมีท่านมหาทนงชัย บูรณพิสุทธิ์ ผู้ประสานงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้าภาคกลาง และ มหาประชาญ มีสี ผู้ประสานงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้าจังหวัดสิงห์บุรี ได้นำประสบการณ์ในฐานะที่เคยบวชศึกษาเล่าเรียนปริยัติธรรม จนสำเร็จเป็นมหาจริงๆ ถึงเปรียญธรรม 7 ประโยค และ เปรียญธรรม 3 ประโยค ตามลำดับ

    รศ.ดร.กาสัก เต๊ะขันหมาก ผู้ทรงคุณวุฒิที่เป็นวิทยากรกระบวนการ ได้อธิบายเชื่อมประเด็นจากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน เข้าสู่หลักการ แนวคิด กระบวนการถอดบทเรียน โดยใช้เทคนิค “เพื่อนช่วยเพื่อน” นั่นคือ การหยิบยกตัวอย่างการถอดบทเรียนพื้นที่อื่น ที่มีลักษณะใกล้เคียงกันขึ้นมาเป็นตัวอย่าง ข้อดี คือ ผู้เข้าร่วม/ผู้เรียน จะสามารถเชื่อมกับประสบการณ์การทำงานของตนเองในพื้นที่ได้ในระยะเวลาอันรวดเร็ว (ประหยัดเวลา/ช่วยให้ผู้เรียนไม่ฟุ้ง) โดยเน้นให้เห็น/เข้าใจ/ตระหนักว่า “หัวใจ” ของกระบวนการถอดบทเรียน ใช้การแบ่งกลุ่มย่อย (3 กลุ่ม ๆ ละ 3-4 รูป/คน) เป็นเครื่องมือ กระตุ้นให้ “ผู้เรียน” ได้นำความรู้จากประสบการณ์ มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน ภายใต้โจทย์แรก คือ การวางกรอบแนวคิด Conceptual Flame Work “งานบวชสร้างสุข”

    บรรยากาศการเรียนรู้ ช่วงนี้ เป็นเรื่องของการ “เปิดจิตจูนใจ” ละมุน ละไม หากว่ากันที่ “แก่นธรรม” คำสอนของพระพุทธเจ้า พระสงฆ์มีองค์ความรู้ ชัดแจ้ง ขณะที่ฝั่งฆราวาส ก็มี “แก่นแห่งศรัทธาและทาน” ที่เหนียวแน่น คารวะธรรม และกัลยาณมิตร จึงเจืออยู่ในทุกขณะจิตของ ผู้เรียน ผู้สอน และผู้จัด ทุกคนตระหนัก และ รับรู้ได้ถึง สภาวะการเรียนรู้ ในแบบที่เรียกได้ว่า “เราเป็นดั่งครูของกันและกัน” ทำให้ทุกคนมองเห็นทางสว่าง ในการเชื่อมงานทางโลก และทางธรรม เข้าด้วยกัน

    2) ในท่ามกลาง ใช้กลยุทธ์ สังฆะอาสานำ พุทธะอาสาหนุน อบอุ่นด้วย รักและสามัคคีที่มีพลัง โดยแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของกลุ่มย่อย และให้ “เพื่อนร่วมเรียนรู้” แต่ละกลุ่ม ช่วยกัน “เติมเต็ม/ต่อยอด” เน้นกระบวนการมีส่วนร่วม เพราะสุดท้ายแล้ว ทุกคน ต้องกลับถิ่นฐาน ไปจัดการความรู้ “บวชสร้างสุขบ้านตัวเอง” ก่อนจะนำมา แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเพื่อนอีกครั้ง เพื่อมองหาโอกาสในการ “ต่อยอด/ขยายผล” ต่อไป จังหวะนี้ทำให้นึกถึงสุภาษิตไทยที่ว่า “เดินทีละก้าว กินข้าวทีละคำ

    3) ในบั้นปลาย วิทยากรหลัก ได้หยิบยกบทความ “ปลาร้า…รากเหง้าภูมิปัญญา สู่การพัฒนาสุขวิถีอย่างยั่งยืน” มาให้ “ผู้เรียน” ได้เรียนรู้ร่วมกัน โดยชั้นแรกให้ทุกคนอ่าน (อยู่กับตัวเอง เรียนรู้การอ่านจับประเด็น) จากนั้น ตั้งคำถาม เพื่อกระตุ้นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน ว่าอ่านแล้ว ใคร สะดุดใจ กับ “คำเด่น” หรือ “ประโยคเด็ด” ไหนบ้าง (ข้อดีของการเรียนรู้แบบนี้คือ “ผู้สอน” วัดความรู้/ความเข้าใจ “ผู้เรียน” ได้ และ “ประเมินได้ว่า ควรจะเติมอะไร อย่างไรให้ผู้เรียน”

    จากนั้น ผู้จัดการฯ ในฐานะวิทยากรร่วม ได้ออกแบบให้ “ผู้เรียน” ได้ฝึก/พัฒนาทักษะ “การประเมินตนเอง” แบบมีส่วนร่วม ด้วยเครื่องมือง่ายๆ ในการสรุปบทเรียนหลังจบปฏิบัติการ หรือที่เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า After Action Review : AAR โดยใช้กระดาษ 3 สี ๆ ละ แผ่น โดย แผ่นที่ 1 (สีเขียว : ใน 2 วันนี้ ท่านได้ความรู้ใหม่อะไรบ้าง) แผ่นที่ 2 (สีส้ม : ใน 2 วันนี้ อยากบอกและชื่นชม อะไร อย่างไรบ้าง) และ แผ่นสุดท้าย (สีชมพู : แล้วท่านจะนำความรู้ที่ได้จาก 2 วันนี้ กลับไปทำอะไร อย่างไรบ้าง)

    ความรู้ที่ได้ (จากกระดาษสีเขียว)

              1.ความรู้ทางโลก

    • เปิดโลกทัศน์
      • สถานที่
      • บุคคล : จากการพบปะ เสวนา และ แลกเปลี่ยนเรียนรู้
    • กระบวนการถอดบทเรียนในเชิงทฤษฎีเชื่อมกับประสบการณ์การปฏิบัติจริง
      • การเก็บข้อมูล : เรื่องอะไร/เก็บกับใคร (ใครคือผู้รู้)/ใช้เครื่องมืออะไร
      • การวิเคราะห์ข้อมูล : สาระสำคัญในข้อมูล/ความเชื่อมโยงของข้อมูล
      • กรอบแนวคิด/องค์ประกอบ : ปัจจัยนำเข้า กระบวนการ และ ผลลัพธ์ (Output Outcome Impact)
      • กระบวนการทำงาน : มีขั้นตอน สนุก มีสาระ
    • การบริหารจัดการงาน/การบูรณาการเครือข่าย
      • การทำงานเป็นระบบ : 1) โจทย์ 2) ประเด็น 3) เก็บข้อมูล 4) วิเคราะห์ 5)สังเคราะห์ข้อมูล และ 6) สรุปผลการดำเนินงาน
      • การเชื่อมคน/งาน/สิ่งแวดล้อม
      • การตั้งคำถาม : การสร้างชุดคำถาม ,แบบสอบถาม/สัมภาษณ์ ครอบคลุมรอบด้าน เช่น โครงการบวชสร้างสุข (นาค,ญาติ,อุปัชฌาย์,ผู้นำฯ ฯลฯ)

    2.ความรู้ทางธรรม

    • คุณค่า/ความหมาย “การบวช”
    • วัฒนธรรมองค์กรของ คณะสงฆ์ที่ควรรู้ นำสู่การปรับใช้ในการทำงาน
    • วิถีปฏิบัติของพระสงฆ์ตามพระธรรมวินัย
    • แง่มุมการบวช มิติใหม่ๆ

    ชื่นชม/ให้กำลังใจ (กระดาษสีส้ม)

    • สถานที่ : สับปายะ ท่ามกลางการสนับสนุนของพลังบวร ก่อเกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้แบบ “วิสาสา ปรมา ญาติ” มีการเชื่อมกับพลังธรรมชาติ (เขื่อนขุนด่านปราการชล) ทำให้ผ่อนคลาย
    • บรรยากาศในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ : เป็นกันเอง /ไม่เครียด /รู้สึกมีคุณค่า ที่ได้มีส่วนร่วม ได้รับพลัง ทางความรู้/ความคิด
    • วิทยาการ : ชื่นชมวิทยากรที่ตั้งใจ ทุ่มเทออกแบบการเรียนรู้ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้
    • คณะทำงาน : มีความตั้งใจ ร่วมมือ ร่วมใจกัน เปิดโอกาสให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกันได้เป็นอย่างดี ทุกท่านสามารถให้ความรู้ที่เป็นประโยชน์นำไปต่อยอดในพื้นที่ได้/เห็นพัฒนาการตนเอง /ทีมงาน
    • ทีมพระสงฆ์นักพัฒนารุ่นใหม่ : มีความตั้งใจเรียนรู้ /ให้ความรู้/เสียสละ (เวลา/ความคิด) /ให้คำปรึกษาและแนะนำดี (พระสงฆ์ 3 รูปจาก อ.พัฒนานิคม เป็นดาวรุ่ง ของ วงการเครือข่ายพระสงฆ์ ขออนุโมทนาสาธุ) ชื่นชมความตั้งใจทุกรูปในการทำงานบวชสร้างสุข
    • เนื้อหา/กระบวนการ :
      • เนื้อหา : แนวทาง หลักการทำงาน ชัดเจน ทำให้สามารถนำไปทำงานต่อในพื้นที่ได้
      • การออกแบบกระบวนการ

    สิ่งที่จะกลับไปทำต่อ (กระดาษสีชมพู)

    • ออกแบบกรอบแนวคิด/กระบวนการถอดบทเรียนและเขียนรายงานเชิงวิจัย
    • มีพลังความเชื่อมั่นที่จะกลับไปดำเนินงานต่อในพื้นที่
    • ทำงานบวชสร้างสุขให้มีรูปธรรมมากขึ้น
    • นำความรู้
    • พัฒนากระบวนการวิเคราะห์ข้อมูล/จัดเรียงข้อมูล/เชื่อมโยงข้อมูลในการพัฒนางาน 1 ชุมชน/เพื่อนมิตรธรรม ร่วมเรียนรู้
      • พัฒนาคน/ชุมชน (วิเคราะห์คน/วิเคราะห์งาน) ได้อย่างเป็นระบบ
      • ลงพื้นที่ ดำเนินการตามแผนที่วางไว้ กับเจ้าอาวาส /ผู้นำชุมชน ด้วยความมุ่งมั่นที่จะเก็บข้อมูลอย่างมีขั้นตอน
      • ต่อยอดกระบวนการทำงานโครงการกิจกรรม (กรอบแนวคิดการถอดบทเรียน : เชิงวิชาการ ทำให้เกิดความเชื่อมั่น/มั่นใจมากขึ้น
      • ถอดบทเรียนการทำงาน “บวชสร้างสุข”ในชุมชน (วัดโคนอน อ.บางระจัน จ.สิงห์บุรี)
      • ทำหน้าที่ Back stopping ลมใต้ปีกให้กับขบวนการสังฆะเพื่อสังคมภาคกลาง ในฐานะ พุทธะอาสาด้านวิชาการ/การสื่อสาร
      • สื่อสารสาธารณะ/สร้างกระแสบวชสร้างสุข
    • ต่อยอด/ขยายผล
      • แบบอย่างการทำงานเป็น “ทีม”
      • นำ “บวชสร้างสุข”ขยายผลสู่วัดอื่นๆ ต่อไป
      • ขยายความรู้/ความเข้าใจงานโครงการบวชสร้างสุขในพื้นที่ ให้มากขึ้น

    อารีย์  เหมะธุลิน พุทธอาสาด้านวิชาการ รายงาน

  • พลังเครือข่ายผู้ประสานงานประชาคมงดเหล้าภาคกลาง กับภารกิจการเจียระไนเพชรเม็ดงาม

    พลังเครือข่ายผู้ประสานงานประชาคมงดเหล้าภาคกลาง กับภารกิจการเจียระไนเพชรเม็ดงาม

    เมื่อวันที่ 10 -11 กันยายน 2565 ที่ผ่านมา สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้าภาคกลาง นำโดยนายทนงชัย  บูรณพิสุทธิ์ ผู้ประสานงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้าภาคกลาง และ ผู้ประสานงานประชาคมงดเหล้าภาคกลาง 8 จังหวัด ได้จัดค่ายพัฒนาศักยภาพคนหัวใจเพชร ณ  โชติกาธารา รีสอร์ท จ.นครนายก โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาศักยภาพคนหัวใจเพชร สู่บันไดผลลัพธ์ 3 ขั้น คือ

    • เพื่อสร้างอุดมการณ์ของคนหัวใจเพชร (อุดมคติ/เจตคติ)
    • เพื่อพัฒนาคนหัวใจเพชรให้มีความรอบรู้ทางด้านสุขภาพที่ดี (Heal Literacy) และ ความรู้ด้านกฎหมาย  พรบ. ALC
    • เพื่อให้คนหัวใจเพชรได้ฝึกทักษะ (Skill) การสื่อสาร (Public Speaking) และ การพูด จูงใจ (Motivation) ควบคู่กับการเสริมพลัง คน และชุมชน

    รูปแบบการจัดการอบรมครั้งนี้ เน้นพลังการมีส่วนร่วมของเครือข่ายผู้ประสานงานประชาคมงดเหล้าภาคกลาง ในทุกขั้นตอน (ออกแบบ วางแผน ร่วมกันเป็นวิทยากรจัดกระบวนการเรียนรู้ และ ประเมินเสริมพลังคนหัวใจเพชร/ตนเอง และ ทีม) โดยมีแกนนำคนหัวใจเพชร จาก ภาคกลางจาก 6 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดสิงห์บุรี, ลพบุรี, อ่างทอง, สระบุรี, นนทบุรี และ ปทุมธานี เข้าร่วมกว่า 65 คน

    บรรยากาศในการอบรมเป็นไปอย่างอบอุ่น เริ่มเช้าวันแรก ด้วยการฟังด้วยหัวใจ จากการทักทายทำความรู้จักกัน ตามด้วยการเติมความรอบรู้ทางสุขภาพ (health literacy) และ สาระสำคัญของ พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ปี 2565  จาก สำนักงานควบคุมป้องกันโรคที่ 4 (นางสาวอภิญญา พิทักษ์นัยกุล) สระบุรี และ นักวิชาการสาธารณสุขโรงพยาบาลนครนายก     (นายเจนณรงค์  บางเส็ง) ตามลำดับ ต่อด้วย การฝึกทักษะการสื่อสาร/สร้างแรงจูงใจเสริมพลังคน ชุมชนเพื่อการลด ละ เลิกเหล้า-บุหรี่ ผ่านเกมส์จิ๊กซอ และ คนต้นแบบสร้างแรงบันดาลใจ (ignite)  จากนั้น เป็นการเสริมพลังใจเติมเต็มกระบวนการเรียนรู้ โดย รศ.ดร.กาสัก  เต๊ะขันหมาก  ที่ปรึกษาทีมนักวิชาการภาคกลาง

    แดดร่มลมตก เว้นจังหวะให้ทุกคนได้รู้จักกันมากขึ้น ในบรรยากาศที่ผ่อนคลายเป็นกันเอง ตามอัธยาศัย และ ส่งเข้านอนด้วย กระบวนการฟังอย่างลึกซึ้ง  “ชีวิตใหม่กับก้าวย่างที่มั่นคง ด้วยขาเทียมคู่ใจ” จาก “น้องเต๋า” (ไทเกอร์  วุฒวัย) เยาวชนผู้ได้รับผลกระทบจากน้ำเมา

    วันที่สอง รับเช้าวันใหม่ด้วยระฆังแห่งสติ กับการทบทวนวันวาน สะท้อนการรับรู้ (อารมณ์ /ความรู้สึก) และ การเรียนรู้ (สิ่งที่ได้เรียนรู้/นำกลับไปใช้) ตามด้วยการระดมความคิด-ระดมใจ ใฝ่สำเร็จกับงานชมรม-คนหัวใจเพชร (Best practice)  และแน่นอนว่า งานเราจะดีขึ้น เก่งขึ้นไม่ได้ หากเราไม่หันกลับมามองตนเอง จึงได้จัดกิจกรรมฝึกทักษะการประเมินตนเองแบบมีส่วนร่วม ผ่าน Google form ขึ้น และ ทำการการคืนข้อมูลผลประเมิน โดย นายทวีศักดิ์  กันตี

    จากข้อมูลในเวที นายธิติ  ภัทรสิทธิกฤษ ผู้ประสานงานเครือข่ายเข้มแข็ง และ รศ.ดร.กาสัก  เต๊ะขันหมาก ได้มาช่วยเสริม เติมเต็ม พร้อมเสริมพลังใจ ให้กับคนหัวใจเพชร ภายหลังจากเสร็จสิ้นกิจกรรม ได้มอบเกียรติบัตรให้กับผู้เข้าร่วมโครงการ โดยพระปลัดอเนก ปุณณวุฑโฒ เจ้าอาวาสวัดโคนอน/ทีมนักวิชาการสังฆะเพื่อสังคมภาคกลาง ผู้เข้าร่วมทุกคนต่างมีพลังใจ และมีองค์ความรู้ที่พร้อมขับเคลื่อนงานงดเหล้าต่อไป

    อารีย์  เหมะธุลิน รายงาน

  • ชีวิตใหม่ กับก้าวย่างที่มั่นคง ด้วยขาเทียมคู่ใจ #เรื่องเล่าจาก ไทเกอร์  วุฒิวัย (เต๋า) เหยื่อเมาแล้วขับ ปี2558

    ชีวิตใหม่ กับก้าวย่างที่มั่นคง ด้วยขาเทียมคู่ใจ #เรื่องเล่าจาก ไทเกอร์  วุฒิวัย (เต๋า) เหยื่อเมาแล้วขับ ปี2558

    ชีวิตที่สดใสของวัยรุ่นคนหนึ่ง ที่กิน เล่น เที่ยว สังสรรกับเพื่อนๆ ไปไหนมาไหนอย่างอิสระ ต้องดับวูบไปในเพียงชั่วข้ามคืน โดยที่เขาไม่ได้ตั้งตัว เพียงเพราะความประมาทของคนเมาแล้วขับ

    เปิดใจ ไทเกอร์  วุฒิวัย (เต๋า) เหยื่ออุบัติเหตุเมาแล้วขับ ในปี 2558
    Tweet

    ไทเกอร์  วุฒิวัย หรือ น้องเต๋า เล่าว่า ก่อนประสบอุบัติเหตุผมก็ใช้ชีวิตแบบวัยรุ่นทั่วไป มีไปเที่ยว ไปออกกำลังกาย เล่นฟุตบอล/วิ่งเล่น และทำกิจกรรมต่างๆ เหมือนกับคนปกติทั่วไป แต่แล้ววันหนึ่งก็เกิดเหตุการณ์ที่ผมเองก็ไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจไว้ล่วงหน้า เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อปี 2558 ตอนนั้นผมอายุเพียง 17 ปีเท่านั้น ซึ่งตอนนั้นผมเองเพิ่งสอบติดที่วิทยาลัยแห่งหนึ่ง โดยมีกำหนดการจะต้องไปรายงานตัว ในวันพรุ่งนี้เช้า ผมได้ขับรถจักรยานยนต์ ไปหาเพื่อนเพื่อที่จะไปปรึกษากันว่า “พรุ่งนี้เราจะไปมอบตัวที่วิทยาลัยกี่โมงกันดี แล้วจะไปกันยังไง?”

    นั่งคุยกันกับเพื่อนอยู่พักหนึ่ง ก็จะแยกย้ายกันกลับบ้าน แต่ก่อนกลับ ผมกับเพื่อนชวนกันไปซื้อของกินที่ เซเว่น กันก่อน และระหว่างที่กำลังขับรถจนจะไปถึง เซเว่น ก็มีรถคันหนึ่งพุ่งเข้าชนผมอย่างจัง เหตุการณ์มันเกิดขึ้นไวมาก เหมือนภาพตัด เหมือนผมเห็นไฟหน้ารถเขาอยู่ไกลๆ แต่แค่แว๊บเดียว รถคันนั้นก็มาอยู่ตรงหน้าผมแล้ว ตอนนั้น ผมตกใจเลยหักหลบ แต่ไม่พ้น โดนชนที่ด้านขวา พอถูกชนปุ๊ป ผมพยายามตั้งสติและพยายามลุกขึ้นยืน (ด้วยความที่คิดว่าไม่เป็นอะไรมาก) แต่คนแถวนั้นที่วิ่งออกมาช่วย บอกผมว่า “อย่าขยับ ให้นอนลงไป” ผมถามว่า “เกิดอะไรขึ้นกับผม?”

    ตอนแรกเขาก็ไม่บอก ด้วยความที่ผมอยากรู้ เลยพูดไปว่า “บอกผมเถอะครับ ผมทำใจได้” เขาเลยบอกว่า “ขานั้นขาดไปแล้ว” ตอนนั้น ผมได้แต่อึ้ง! ทำอะไรไม่ถูก พอเริ่มตั้งสติได้ ก็โทรบอกแม่ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับผม ผมถูกส่งไปโรงพยาบาลปทุมธานี และเข้ารับการผ่าตัดทันที ผมเริ่มคิดว่า “หลังจากนี้ไป ชีวิตผมจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป” จากเหตุการณ์ดังกล่าว ผมได้มาทราบทีหลังว่าคู่กรณี ที่ขับรถพุ่งชนผมนั้น มีปริมาณแอลกอฮอล์ที่สูงเกินกว่าค่ากำหนด หรือ เมาแล้วขับนั้นเอง

    หลังการผ่าตัดเสร็จ ผมตื่นมาพบความจริงที่ว่า ตัวเองไม่มีขาแล้วจริงๆ ตอนนั้น ผมเสียใจมากกับภาพที่เห็นและร้องไห้หนักมาก จนหมดสติไป ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ภาพที่เห็นตรงหน้า คือ ครอบครัวญาติพี่น้องและเพื่อนๆ อยู่รอบเตียงผมเต็มไปหมด ทุกคนต่างส่งรอยยิ้มปลอบใจและคำพูดให้กำลังใจ ทำให้ผมเริ่มพูดคุยและพยายามทำใจ ยอมรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ซึ่งระหว่างการพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล คนในครอบครัวและญาติพี่น้อง ตลอดจน เพื่อนๆ ได้แวะเวียนกันมาให้กำลังใจผมอยู่เรื่อยๆ จนคุณหมอคุณพยาบาลแซวว่า ให้เปิดห้องพิเศษไว้ต้อนรับ เพราะญาติๆมาเยี่ยมเยียนเยอะมาก

    ผมเริ่มทำใจยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้นและตั้งใจทำกายภาพบำบัด เพื่อให้สามารถกลับมาใช้ชีวิตปกติได้อีกครั้ง แล้ววันนั้นก็มาถึง วันที่ผมได้ออกจากโรงพยาบาล พร้อมขาข้างใหม่ เป็น “ขาเทียม คู่ใจ” ก็พบว่า การใช้ชีวิตของผม ดูช้าลงไปหมด ทำอะไรก็ไม่คล่องแคล่วว่องไว เหมือนแต่ก่อน ผมได้ตระหนักว่า ตัวผมจะทำอะไรให้เหมือนคนปกติทั่วไป ไม่ได้อีกแล้ว หลายๆ อย่างต้องปรับตัว จะทำอะไร จะไปไหน ต้องวางแผน/เตรียมตัว มากกว่าคนอื่น

    ในช่วงแรก ๆ ก็รู้สึกท้ออยู่บ้าง ก็ได้ครอบครัวญาติและเพื่อนๆ คอย Support อยู่ข้างๆ ผมตลอด ทำให้ผมมีกำลังใจ และออกมาใช้ชีวิตได้ปกติ อยู่ทุกวันนี้ ผมเพียงแค่ว่า “ทุกการสู้ชีวิต สิ่งที่ดีที่สุด คือ กำลังใจจากตัวเราเอง…ถ้าใจเราไม่สู้ ต่อให้คนรอบข้าง ดีกับเราแค่ไหน เราก็ถอดใจอยู่ดี”

    ปัจจุบันน้องเต๋า อายุ 24 ปี ประกอบอาชีพค้าขายทั้งแบบ Online และ ตามตลาดนัด/รับจัดงานนอกสถานที่ นอกจากนี้ ยังเป็นแกนนำเหยื่อผู้ได้รับผลกระทบจากน้ำเมา ร่วมออกบูธรณรงค์น้ำดื่มทางเลือก กับ เครือข่ายองค์กรงดเหล้ากรุงเทพมหานคร

    บทความโดย : อารีย์  เหมะธุลิน ผู้ประสานงานเครือข่ายงดเหล้าภาคกลาง กรุงเทพมาหานคร และปริมณฑล 

  • คณะสงฆ์ จ.เชียงใหม่ ประกาศให้งานบวช งานบุญประเพณี และพื้นที่ของวัดทุกวัด ใน จ.เชียงใหม่ ปลอดเหล้า ปลอดภัย ปลอดอบายมุขทุกชนิด

    คณะสงฆ์ จ.เชียงใหม่ ประกาศให้งานบวช งานบุญประเพณี และพื้นที่ของวัดทุกวัด ใน จ.เชียงใหม่ ปลอดเหล้า ปลอดภัย ปลอดอบายมุขทุกชนิด

    เมื่อวันจันทร์ที่ 5 กันยายน 2565 คณะสงฆ์จังหวัดเชียงใหม่ ได้จัดประชุมพระสังฆาธิการระดับเจ้าคณะอำเภอ รองเจ้าคณะอำเภอ และพระเลขานุการ ครั้งที่ 7/2565 ณ วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่

    จากวาระการประชุม คณะสงฆ์ได้หารือกันถึงปัญหาสังคมในมิติของวัฒนธรรม งานบุญงานประเพณี ของคนไทย ที่มักมีการนำเอาอบายมุขเข้ามาแทรกแซงในงานจนกลายเป็นค่านิยมที่ทำตามๆกัน อันเป็นผลมาจาก กระแสสังคมโลกาภิวัฒน์ ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ในการการพัฒนา การจัดงาน ทํากิจกรรม พิธีกรรมต่าง ๆ ที่มุ่งเน้นเรื่องเศรษฐกิจ เรื่องชื่อเสียง หน้าตาทางสังคม อย่างไรก็ดี ปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยที่ไม่มีมาตรการจัดการ หรือให้ความรู้ที่ถูกต้องกับพุทธศาสนิกชน อาจส่งผลกระทบต่อคุณค่าของวัฒนธรรม ประเพณี ชาวพุทธ และการดำเนินกิจกรรม พิธีกรรมต่างๆ ที่ขัดต่อหลักพระธรรมวินัย หลักคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงได้มีการร่างข้อปฏิบัติ ร่วมกันของคณะสงฆ์ จังหวัดเชียงใหม่ และประกาศให้งานบวช งานบุญประเพณีกิจกรรม พิธีกรรม และพื้นที่ของทุกวัดทุกศาสนสถาน ในจังหวัดเชียงใหม่ ให้เป็นเขตปลอดเหล้า ปลอดภัย ปลอดอบายมุขทุกชนิด โดยให้เจ้าคณะ พระสังฆาธิการทุกระดับ ได้ถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด

    โดยในประกาศ ได้กล่าวถึงสาระสำคัญว่า ประเทศไทยได้ชื่อว่าเป็นเมืองพุทธ เพราะมีประชากรมากกว่าร้อยละ 90 นับถือพระพุทธศาสนา ด้วยกระแสสังคมโลกาภิวัฒน์การพัฒนาการจัดงาน ทํากิจกรรม พิธีกรรมต่าง ๆ ปัจจุบัน จึงมุ่งเน้นเรื่องเศรษฐกิจ เรื่องชื่อเสียง หน้าตา โดยไม่คํานึงถึงปัญหาของการผิดหลักศาสนา ทําให้เกิดปัญหาสารพัด ซึ่งหลายปัญหาของสังคม และประเทศไทยติดอันดับต้น ๆ ของโลก โดยเฉพาะปัญหาที่เชื่อมโยงกับอบายมุข ซึ่งเป็นภัยมืดที่สังคมมองข้าม แม้แต่วัด/ศาสนา งาน
    บุญประเพณีต่าง ๆ ก็ยังถูกแทรกแซง และแอบแฝงการใช้อบายมุขเข้ามาปะปนหลากหลายรูปแบบ จนกลายเป็นความชอบธรรมของสังคมในวงกว้าง เช่น การจัดงานบวช ที่มีการเลี้ยงฉลองมีมหรสพ มีเครื่องแห่เสียงดัง ที่เป็นเหตุให้เกิดปัญหาต่าง ๆ ดังที่เป็นข่าวมาอย่างต่อเนื่อง จังหวัดเชียงใหม่ แม้จะยังไม่มีความรุนแรง แต่ก็ควรเฝ้าระวัง ป้องกัน แก้ไขปัญหาที่มีอยู่ เพื่อไม่ให้มีการใช้อบายมุขต่าง ๆ เข้ามาแอบแฝงในการจัดงานบุญประเพณีกิจกรรม พิธีกรรมของวัด ของพระศาสนา ให้กลายเป็นประเพณีนิยม หรือกลายเป็นความชอบธรรมของสังคมในวงกว้าง ซึ่งจะส่งผลให้เกิดความเสื่อม ความเสียหายต่อพระศาสนา และความด้อยคุณภาพชีวิต กาย จิต เศรษฐกิจ สังคมของประชาชนในระยะยาว

    เพื่อให้วัดเป็นแบบอย่างที่ดีเอื้อต่อพระธรรมวินัย พรบ.คณะสงฆ์กฎหมาย ประกาศนโยบายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น โครงการหมู่บ้านรักษาศีล ๕ บันทึกความร่วมมือ บทบาทในการเกื้อหนุนระหว่างวัดและชุมชนให้มีความสุขอย่างยั่งยืน เดินหน้าขับเคลื่อนขจัดความยากจนและพัฒนาคนทุกช่วงวัย ของคณะสงฆ์และหน่วยงานราชการ จังหวัดเชียงใหม่ เป็นต้น


    ดังนั้น จึงขอประกาศให้งานบวช งานบุญประเพณีกิจกรรม พิธีกรรม และพื้นที่ของทุกวัดทุกศาสนสถาน ในจังหวัดเชียงใหม่ ให้เป็นเขตปลอดเหล้า ปลอดภัย ปลอดอบายมุขทุกชนิด โดยให้เจ้าคณะ พระสังฆาธิการทุกระดับ ได้ถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ดังนี้

    1. ควบคุมดูแลพระภิกษุ สามเณร เด็กวัด ในปกครองให้สํารวมระวังปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ และทางสังคม เช่น การเสพสิ่งเสพติดให้โทษทุกชนิด การเล่นการพนันขันต่อในรูปแบบต่างๆ อันเป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมแก่สมณะสารูป


    2. ปิดป้ายประกาศวัดเป็นเขตปลอดเหล้า บุหรี่ การพนัน หรืออบายมุขทุกชนิด ให้ชัดเจนให้เป็นที่รับรู้กันโดยทั่วไป


    3. ภายในวัด หรือการจัดงานบุญประเพณีกิจกรรม พิธีกรรมต่างๆ ของวัด ไม่ควรให้มี อบายมุขในทุกรูปแบบเข้ามาเกี่ยวข้อง ตลอดถึงการแสดงลามกอนาจาร เป็นต้น

    4. รณรงค์ส่งเสริม สร้างการเรียนรู้แก่ประชาชนให้ตระหนักถึงพิษภัย และลด ละ เลิกอบายมุข ดําเนินชีวิตด้วยหลักศาสนา และหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงอย่างต่อเนื่อง

    จึงประกาศให้ทราบ และได้ถือปฏิบัติโดยทั่วกัน

    ประกาศ ณ วันที่ 5 กันยายน 2565 ลงชื่อ พระเทพปริยัติ เจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่

  • กทม.ร่วมมือกับภาคีจัดกิจกรรม  BKK-เรนเจอร์ รวมพลังเด็กเปลี่ยนเมือง มุ่งสร้างพื้นที่แห่งการปลดปล่อยพลังของเด็กและรับฟังเสียงเด็ก (คนรุ่นใหม่) ในการพัฒนาเมือง

    กทม.ร่วมมือกับภาคีจัดกิจกรรม  BKK-เรนเจอร์ รวมพลังเด็กเปลี่ยนเมือง มุ่งสร้างพื้นที่แห่งการปลดปล่อยพลังของเด็กและรับฟังเสียงเด็ก (คนรุ่นใหม่) ในการพัฒนาเมือง

    วันอาทิตย์ที่ 4 กันยายน 2565 กทม. ร่วมกับภาคีเครือข่ายภาคประชาสังคม อาทิ บางกอกกำลังดี มูลนิธิ Why i Why SYSI สมาคมคนรุ่นใหม่กับนวัตกรรมทางสังคม มูลนิธิพัฒนาเด็ก เครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) และอีกหลายๆหน่วยงานที่ขับเคลื่อนงานด้านเด็กเยาวชน และการส่งเสริมพื้นที่สร้างสรรค์ ผนึกกำลังจัดกิจกรรม BKK-เรนเจอร์ รวมพลังเด็กเปลี่ยนเมือง เปิดพื้นที่ให้กับเด็กเยาวชน รวมถึงคนรุ่นใหม่ ให้ได้มีโอกาสแสดงพลังและส่งเสียงถึงผู้ใหญ่ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการพัฒนาเมือง รวมถึงเป็นพื้นที่ในการแดงศักยภาพอย่างรอบด้าน ของเด็กๆ โดยมุ่งจัดงานที่ศูนย์เยวชนในกรุงเทพมหานครเนื่องจากเทศกาลเด็กและเยาวชนตลอดทั้งเดือนกันยายน โดยพื้นที่แรกในการจัดงานครั้งนี้จัดขึ้นที่ ศูนย์เยาวชนดอนเมือง มีกิจกรรมเยอะแยะมากมาย อาทิ กิจกรรม Workshop พัฒนาไอเดียสร้างสรรค์ เสริมศักยภาพสำหรับเยาวชน กิจกรรม Free Play & Youth Market พื้นที่อิสระในการเล่นและตลาดนัดเยาวชน รวมถึงจัดเวทีให้เด็กได้แสดงออกถึงความสามารถทั้งร้อง เล่น เต้น โชว์ อย่างเต็มที่

    “ศานนท์ หวังสร้างบุญ” รองผู้ว่าฯ กทม. กล่าวในเวทีว่า การจัดกิจกรรมครั้งนี้ เราไม่ได้เน้นที่ความสนุกอย่างเดียว หรือเน้นที่การนันทนาการอย่างเดียว แต่หัวใจสำคัญของกิจกรรมครั้งนี้ คือ การพูดถึงความสัมพันธ์ของประเด็นต่างๆในการพัฒนาเมือง ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ ประเด็นของเด็กและเยาวชน เราคิดว่าการเปิดพื้นที่ให้กับเด็กเยาวชน หรือ คนรุ่นใหม่ ให้ได้มีโอกาศแสดงศักยภาพ แสดงพลังที่จะมีส่วนในการพัฒนาเมือง เราเองถือว่ามีความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะเราเอง คิดว่าคนที่จะอยู่กับเมืองนี้พัฒนาเมืองนี้ไปได้นานที่สุด ไม่ใช่ผู้ใหญ่ หรือใครที่กำลังนั่งบริหารบ้านเมืองอยู่ขณะนี้ หากแต่คือพวกเรา เด็กและเยาวชนที่นั่งอยู่ตรงนี้ที่จะอยู่ไปอีกนาน ฉนั้นการเปิดพื้นที่ให้กับพวกเราเด็กเยาวชนคนรุ่นใหม่ได้แสดงออกถึงศักยภาพที่มีอยู่ และได้ส่งเสียงไปยังผู้ใหญ่ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการพัฒนาเมือง ได้รับฟังเสียงของพวกเรา และนำไปพิจารณาในเชิงนโยบายต่อไป

    ซึ่งก็สอดคล้องกับนโยบายผู้ว่า ชัชชาติ ใน 216 นโยบาย คือ การมีสภาเมืองคนรุ่นใหม่ ซึ่งเราก็จะรวบรวมเสียงของทุกคนในกิจกรรมครั้งนี้ ไปพูคุยกันอีกทีในเวทีใหญ่ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 24 – 25 กันยายน นี้ ที่ศูนย์เยาวชนกรุงเทพมหานคร ไทย-ญี่ปุ่นดินแดง จะมีการเปิดสภาเมืองคนรุ่นใหม่ครั้งแรก ให้เด็กเยาชนคนรุ่นใหม่ ในเข้าไปนั่งพูดในสภา ในประเด็นปัญหาต่างๆ ต่อหน้าผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องนั้นนั้นๆ เพื่อให้เกิดการแก้ไขและพัฒนาเมืองกรุงเทพต่อไป

    อีกหนึ่งไฮไลท์ที่น่าสนใจ ในกิจกรรมครั้งนี้ คือ ภายในงานพยายามเปิดพื้นที่ให้เด็กได้แสดงอออก แสดงความคิดเห็นที่หลากหลาย ในการเปลี่ยนแปลง กทม. ที่เขาอยากได้ หลายช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นการเขียน หรือการพูด

    ไม้โมก ธีรภพ เต็งประวัติ เด็กหนุ่มมัธยมปลายออกมาถ่ยทอดประสบการณ์ และส่งเสียงถึงผู้ใหญ่ในปัญหาสิ่งแวดล้อม เขาเล่าว่าเขาได้เลือกสื่อสารความห่วงใยต่อสิ่งแวดล้อมผ่านโปรเจ็กต์ “เม้าท์มอยเขียว” หรือ Green Dialogue ซึ่งเป็นโครงงานก่อนเรียนจบ ม.6 หรือเรียกว่าธีสีสระดับมัธยมนั่นเอง ไม้โมกเชื่อว่า ปัญหาสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงก็ดี การจัดการขยะก็ดี พื้นที่สีเขียวที่ไม่เพียงพอก็ดี ล้วนไม่ใช่ปัญหาเล็ก ๆ ที่จะปล่อยให้กลุ่มคนเพียงไม่กี่กลุ่มที่เรียกตัวเองว่า “ผู้เชี่ยวชาญ” เป็นคนนำเสนอทางออกหรือตัดสินใจว่าจะแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมกันด้วยหนทางไหน หากแต่เป็นประเด็นยิ่งใหญ่ในระดับชีวิตประจำวันของปัจเจกไปจนถึงระดับนโยบายสากล และ “ทุกคน” ควรได้หันมา “สร้างบทสนทนา” เพื่อหาทางออกร่วมกัน และทำให้แน่ใจว่าจะไม่มีกลุ่มคนที่เสียงไม่ดังอย่าง เช่น ชาวเลหรือชาติพันธุ์กะเหรี่ยงถูกหลงลืมไว้ข้างหลัง หรือแม้กระทั่งเสียงเล็กๆ ของเด็กเยาวชนคนรุ่นใหม่อย่างพวกเรา

    แอ้ม อนุตรา จู้มณฑา หนึ่งในเยาวชนจากเครือข่ายนวัตกรรมคนรุ่นใหม่ (SYSI) ได้ออกมาพูดถึงเรื่อง สุขภาพจิตภาวะเครียดและความย่ำแย่ทางจิตใจ ที่เกิดขึ้นจากระบบสังคม ทั้งในสถาบันครอบครัว สถาบันการศึกษา กับสภาวะความกดดัน จากความเคยชินของวัฒนธรรมเก่าที่มักใช้อำนาจ ‘นำ’ แบบรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวที่มาในรูปแบบของความปรารถนาดี หรือมาในรูปแบบการสร้างให้เกิดความกลัวต่อระบบใด ๆ เช่นเดียวกับเด็กและเยาวชนอีกนับไม่ถ้วนจนเรียกได้ว่าเป็นโรคฮิตของยุคสมัยไปเสียแล้ว หันไปมองคนรอบข้าง แอ้มพบว่าเรื่องสุขภาพจิตเป็นเรื่องใหญ่ที่ไม่ควรถูกมองข้าม และเพราะเธอก็เป็นคนหนึ่งที่ประสบกับภาวะนี้มาแล้ว เธอเชื่อมั่นว่ามี way out หรือทางออกสำหรับเรื่องนี้อย่างแน่นอน

    ไอซ์เบิร์ก ศักดิ์สิทธิ์ ศรีเดช กลุ่มเยาวชน YSDN ซึ่งเป็นกลุ่มเยาวชนเข้มแข็งในการทำงานร่วมกับเครือข่ายองค์กรงดเหล้า ได้ออกมาส่งเสียงเรื่องของการกำหนดนโยบายเพื่อลดปัจจัยเสี่ยง และการส่งเสริมเสริมสุขภาวะที่ดีในกรุงเทพ ไอซ์เบิร์ก ได้กล่าวว่า เรื่องสุขภาพนั้นเป็นเรื่องที่ทั่วโลกให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นปัจจัยที่จะส่งผลต่อสังคมในหลาย ๆ ด้าน การลดปัจจัยเสี่ยงที่มีผลกระทบต่อสุขภาพเป็นอีกหนทางหนึ่งในการแก้ไขปัญหา เช่น พฤติกรรมการบริโภคของคนในสังคม เช่น การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การสูบบุหรี่ หรือแม้กระทั่งการเสพสารเสพติด พร้อมได้อ้างถึงงานวิจัยในปัจจุบันที่พบว่า ประชากรจากทั่วโลก ใน 1 ส่วน 3 ของประชากร เป็นผู้มีพฤติกรรม ในการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มาก และที่หน้าตกใจไปกว่านั้น คือในแถบเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ได้บอกว่าว่ามีคนอายุน้อยลงเรื่อยๆ ที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สิ่งเหล่านี้ถือว่าน่าเป็นห่วงมาก เพราะสิ่งที่จะตามมาไม่ใช่แค่เรื่องสุขภาพ แต่จะรวมไปถึง วิถีชีวิต ความเป็นอยู่ วัฒนธรรมประเพณี และความปลอดภัยในสังคมได้รับผลกระทบ อยากส่งเสียงไปยังผู้ใหญ่หรือทุกคน ได้หันมาตระหนักและใส่ใจเรื่องนี้

    ปาต๊ะ หรือ อับดุลปาตะ ยูโซะ จากสมาคมเยาวชนพัฒนาบ้านเกิด (PPS) ทำงานขับเคลื่อนเรื่องการมีส่วนร่วมของเด็กและเยาวชนสามจังหวัดชายแดนภาคใต้เพื่อสร้างสรรค์สังคมสันติภาพผ่านโครงการและกิจกรรมต่างๆ ได้ถ่ายทอดประสบการณ์ที่ผ่านมาจากการทำงาน เขาพบว่า gap หรือช่องว่างระหว่างวัยของคนแต่ละรุ่นส่งผลกระทบต่อความไม่เข้าใจที่นำไปสู่ความขัดแย้งตั้งแต่ระดับครอบครัวไปจนถึงระดับประเทศ และสิ่งสำคัญที่จะจูนหัวใจของแต่ละวัยให้หันหน้าหากันได้ คือ เซฟโซน หรือพื้นที่ปลอดภัยทางใจที่เด็กและเยาวชนสามารถพูดคุย บอกเล่าความรู้สึกนึกคิดของตนเองได้อย่างสบายใจ ไม่ถูกตัดสิน และมีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์สังคมไปพร้อมกับผู้ใหญ่ได้จริง เขาจึงอยากให้ผู้ใหญ่ หรือใครก็แล้วแต่ในสังคม ได้เปิดพื้นที่ให้กับพวกเขา เด็กเยาวชนคนรุ่นใหญ่ ได้พูดได้แสดงออกอย่างเต็มที่โดยไม่มีอะไรมาครอบงำ ไม่ปิดกั้น อย่างจริงจัง เพื่อลดความขัดแยังที่อาจเกิดขึ้นจากความไม่เข้าใจกัน

    การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ คน กทม. ต่างให้ความสนใจ ทั้งผู้ใหญ่และเด็ก มองว่าเป็นการเปิดพื้นที่แห่งมีส่วนร่วมให้กับคนทุกระดับ มามีส่วนร่วมในการพัฒนากรุงเทพฯ มาเป็นเจ้าของปัญหา และมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบาย เพื่อแก้ไขปัญหาของตัวเอง

    ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Facebook Fanpage บางกอกกำลังดี