Author: อรรถพล ต่องสุพรรณ

  • ‘ธีระ วัชรปราณี’ ผู้จัดการสำนักงานเครือข่ายงดเหล้า นำแกนนำชุมชนงดเหล้ากรุงเทพฯ เข้ารับโล่ องค์กรผลงานดีเด่นด้านการป้องกันควบคุมการบริโภคเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ณ หอศิลปวัฒนธรรม กทม.

    ‘ธีระ วัชรปราณี’ ผู้จัดการสำนักงานเครือข่ายงดเหล้า นำแกนนำชุมชนงดเหล้ากรุงเทพฯ เข้ารับโล่ องค์กรผลงานดีเด่นด้านการป้องกันควบคุมการบริโภคเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ณ หอศิลปวัฒนธรรม กทม.

    วันที่ 8 กรกฎาคม 2565 นายธีระ วัชรปราณี ผู้จัดการสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) นำแกนนำชุมชนคนสู้เหล้ากรุงเทพมหานคร เข้ารับโล่ประกาศเกียรติคุณ องค์กรผลงานดีเด่นด้านการป้องกันและควบคุมการบริโภคเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ณ หอศิลปวัฒนธรรม เนื่องในวันงดดื่มสุราแห่งชาติ ปี 2565 จัดโดยสำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร โดยมี พญ.วันทนีย์ วัฒนะ รองปลัดกรุงเทพมหานคร เป็นผู้มอบในครั้งนี้   

    นายธีระ วัชรปราณี ผู้จัดการสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า ได้เล่าว่า กรุงเทพฯ เป็นพื้นที่ใหญ่ มีพื้นที่ถึง 50 เขต ทางเครือข่ายองค์กรงดเหล้าของเรา ถือว่าพื้นที่นี้เป็นอีกหนึ่งพื้นที่ ที่มีความสำคัญ เราแบ่งประชากรออกเป็น 3-4 กลุ่ม เช่นกลุ่มที่อยู่ตึกสูง กลุ่มที่อยู่บ้านเดี่ยว กลุ่มพวกนี้จะไม่ค่อยมีปัญหาในเรื่องการรณรงค์ เพราะเราสามารถขับเคลื่อนโดยใช้โซเชียลมีเดียเข้ามาช่วย เพราะกลุ่มเหล่านี้ถือว่ายังเป็นคนชนชั้นกลาง แต่ถ้าเกิดเป็นกลุ่มที่เป็นชุมชนแออัด หรือ ชุมชนดั้งเดิม ชุมชนเกษตรกรที่อยู่รอบนอก เราจะเข้าไปครับเพื่อนเข้าไปรณรงค์คนกลุ่มนี้ โดยใช้กลไกของแกนนำชุมชน อย่างเช่น ที่หลักสี่ ที่ลาดพร้าว หรือทุ่งครุ เราก็พยายามเข้าไปสร้างชมรมคนหัวใจเพชรขึ้นมา คือการรวมกลุ่มคนที่มีความหนักแน่นสามารถเลิกเหล้าได้ แต่ก็ถือว่ายากเพราะคนกรุงเทพฯไม่เหมือนกับคนต่างจังหวัด แต่ด้วยแกนนำของเรามีการทำงานอย่างต่อเนื่อง จึงสามารถขับเคลื่อนงานไปได้

    โดยนอกเหนือจากนี้เราเองก็ได้ทำเรื่องของการเฝ้าระวัง พวกบรรดาถนนร้านค้าต่างๆว่ามีการทำผิดกฎหมายไหม มีลักษณะที่เข้าข่ายความผิดตามพรบควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือเปล่า เป็นต้น โดยเราก็จะทำงานเชื่อมกับทาง กทม. โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำนักอนามัย ที่ดูแลเรื่องนี้โดยเฉพาะ และอีกสิ่งหนึ่งที่เรากำลังร่วมกันขับเคลื่อนที่เชื่อว่าจะเกิดเป็นรูปธรรมมากที่สุด คือ การทำงานร่วมกับเด็กและเยาวชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร และนี่คือบทบาทของเรา ด้วยการขับเคลื่อนงานทั้งหมดนี้จะขับเคลื่อนไปได้นั้น เรามีความคิดว่าหัวใจสำคัญนั้นอยู่ที่แกนนำชุมชน

    ด้าน นางดวงเดือน อินธนู แกนนำชุมชนคนสู้เหล้า ชุมชนการเคหะทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ เล่าว่า เดิมพี่เป็นกรรมการของชุมชนแล้วเมื่อก่อนตัวพี่เองและสามีก็เคยดื่มเหล้ามาก่อน เวลาเลิกงานก็จะออกไปกินเหล้ากับเพื่อน เรียนอยู่มาวันหนึ่งได้หันกลับไปมองที่ลูก ที่รอพ่อแม่กลับบ้านทุกวัน รู้สึกสงสารและคิดขึ้นมาได้ และอีกแง่หนึ่งเราเป็นกรรมการชุมชนก็อยากเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับชุมชน จึงตัดสินใจร่วมมือกับทางเครือข่ายงดเหล้าเข้ามาขับเคลื่อนในประเด็นนี้ แล้วก็เป็นจุดเปลี่ยนให้พี่และสามีเลิกดื่มเหล้าหันมาสนใจสุขภาพของตนเองมากขึ้น แล้วตัวเองเลิกได้รู้สึกว่าเป็นสิ่งที่ดีก็เลยชักชวนชาวบ้านเลิกเหล้า โดยส่วนตัวคิดว่า ถือว่าการเปลี่ยนแปลงหรือชักชวนใครให้เลิกเหล้าได้มันเป็นบุญใหญ่ เป็นบุญใหญ่ทั้งกับตัวพี่เองและตัวของเขาเอง เราเองก็จะมีการขับเคลื่อนโดยการเข้าไปพูดคุยแนะนำแนวทางในการเลือกเหล้าและจัดกิจกรรมร่วมกับชุมชนเพื่อรณรงค์การงดเหล้าในชุมชน และในวันที่ 10 กรกฎาคม 2555 นี้เองทางชุมชนก็จะมีกิจกรรมวิ่งพักตับ City Run  ส่งเสริมให้คนในชุมชนหันมาดูแลตับของตนเองด้วยการงดเหล้า

    สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) เองเป็นองค์กรภาคประชาสังคม ภายใต้สมาคมเครือข่ายงดเหล้าและลดปัจจัยเสี่ยงต่อสุขภาพ(สคล.)  มีภารกิจด้านรณรงค์สร้างกระแส ปรับเปลี่ยนค่านิยมการดื่มแอลกอฮอล์และลดปัจจัยเสี่ยงสุขภาพ ได้แก่ เหล้า บุหรี่ สารเสพติด การพนัน เป็นต้น การสนับสนุนนโยบายหรือมาตรการเพื่อการปรับสภาพแวดล้อม การประสานให้เกิดพื้นที่สร้างสรรค์ปลอดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การสร้างภูมิคุ้มกันจากปัจจัยเสี่ยงในวัยเด็กและเยาวชน การชวน ช่วย ชม เชียร์ให้บุคคล ลด ละเลิก และพัฒนาคุณภาพชีวิตให้เกิดเป็นกลุ่มชมรมจิตอาสา “หัวใจเพชร” รวมทั้ง เป็นพื้นที่บ่มเพาะเครือข่ายเยาวชนคนรุ่นใหม่ โดยทำงานอย่างมียุทธศาสาตร์ เน้นการสร้างความร่วมมือ เป็นผู้ประสานพลัง ผู้หนุนเสริม และพร้อมเรียนรู้ปรับตัวยืดหยุ่นก้าวข้ามข้อจำกัดและกรอบความคิดเดิมๆ โดยมีคำขวัญของสำนักงานฯ ว่า “พลังเครือข่าย สานสุขทั่วไทย ปลอดภัย ปลอดเหล้า”

    สำนักงานฯ ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2546 ได้รับการสนับสนุนจาก “สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)”  ให้เป็นภาคีเชิงยุทธศาสตร์ที่มีบทบาทสำคัญ ทั้งระดับบุคคล ชุมชน จังหวัด ประเทศ และต่างประเทศ ซึ่งมีโครงสร้างเป็นเจ้าหน้าที่องค์กร 2 ระดับ ได้แก่ ระดับประเทศ , ระดับภูมิภาค 9 ศูนย์ภูมิภาค และโครงสร้างเป็นผู้ประสานงานประชาคมจังหวัด และอาสาสมัครในชุมชน ทุกจังหวัดทั่วประเทศ โดยเป้าหมายในระยะ 10 ปี จากนี้ไป ( พ.ศ.2565 – 2574) สำนักงานฯ มุ่งมั่นให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อลดละเลิกการดื่มและการสร้างภูมิคุ้มกันที่จะไม่ดื่มในเด็กเยาวชน พร้อมๆ กับการปรับสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยจากปัจจัยเสี่ยงต่อสุขภาพ นำไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีของตนเอง ครอบครัวและสังคม โดยในระยะ 3 ปี (พ.ศ.2565-2567) เน้นการพัฒนาเชิงพื้นที่ การสร้างคนสร้างทีม การจัดการข้อมูล การใช้ข้อมูล และการสื่อสารอย่างสร้างสรรค์

    ผู้บริหารองค์กร

              เภสัชกร สงกรานต์ ภาคโชคดี      ผู้อำนวยการสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า

              นายธีระ วัชระปราณี                ผู้จัดการสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า

              นายชัยณรงค์ คำแดง                ผู้ช่วยผู้จัดการสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า

              นายวิษณุ  ศรีทะวงศ์                ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายแผนพัฒนานโยบายสาธารณะ ฯ

    ผลงานที่เป็นรูปธรรมในสังคมไทยตั้งแต่ตั้งองค์กรปี 2564 เป็นต้นมา  อาทิ งานสร้างกระบวนการรณรงค์งดเหล้าเข้าพรรษา  งานบุญประเพณีปลอดเหล้า พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์  พื้นที่ปลอดเหล้า สงกรานต์ปลอดเหล้า งานศพ งานบวชปลอดเหล้า ชุมชนสู้เหล้า โรงเรียนคำพ่อสอน เป็นต้น ล้วนแต่เป็นผลงานที่เกิดขึ้นจากขบวนเครือขายงดเหล้าซึ่งประกอบด้วย77 จังหวัดได้ประสานพลังการขับเคลื่อนที่หลากหลายให้เกิดขึ้น มีศูนย์ประสานที่ทำหน้าที่ในการประสาน อำนวยความสะดวก สร้างการเรียนรู้ให้ภาคีด่านหน้าคือประชาคมจังหวัดทุกจังหวัดจะมีผู้ประสานงาน และคณะทำงาน  รวมทั้งกรุงเทพมหานครด้วย ทั้งนี้ สำนักงานฯ ได้กำหนดวิสัยทัศน์ 100 ปี คือ การพัฒนาและส่งเสริมให้คนรุ่นใหม่ได้ร่วมขับเคลื่อนภารกิจ การต่อยอดขยายผลงานให้มีคุณค่ามูลค่าต่อไป

              สำหรับพื้นที่กรุงเทพมหานคร สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า ได้ดำเนินการกิจกรรมสนับสนุนในการดำเนินงานควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และผลิตภัณธ์ยาสูบก่อนหน้านั้น ครอบคลุม 102 ชุมชนใน 6 โซนของ กรุงเทพมหานครโดยการประสานความร่วมมือกับผู้ประสานงานโซน และแกนนำชุมชน  มาอย่างต่อเนื่องภายใต้ ยุทธศาสตร์  1) ชุมชนคนสู้เหล้า ชมรมคนหัวใจเพชร งดเหล้าเข้าพรรษา 2) สนับสนุนนโยบาย บังคับใช้กฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์  3) สนับสนุนความเข้มแข็งประชาคมงดเหล้าจังหวัด และเครือข่ายเยาวชนนักรณรงค์งดเหล้า 4) สนับสนุนการประชาสัมพันธ์ กิจกรรมรณรงค์ สนับสนุนสื่อรณรงค์

    ผลงาน/กิจกรรมที่ดำเนินการด้านการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และผลิตภัณฑ์ยาสูบ ต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2563 – 2565

    1.สนับสนุนชุมชนคนสู้เหล้า และรณรงค์งดเหล้าเข้าพรรษา 

              สนับสนุนชุมชนในการสร้างกระบวนการเรียนรู้เท่าทันพิษภัยของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ผลกระทบที่เกิดขึ้น เช่น ความรุ่นแรง สุขภาพ เศรษฐกิจ ในชุมชนนำร่อง 12 ชุมชน  ได้แก่ ชุมชนลาดพร้าว 45 เขตห้วยขวาง   ,ชุมชนหลังวัดกลางนา เขตทุ่งครุ ,ชุมชนประชาอุทิศ 43 เขตทุ่งครุ ,ชุมชนตลาดบางเขน เขตหลักสี่ ,ชุมชนเอื้ออาทรหัวหมาก เขตบางกะปิ ,ชุมชนการเคหะ 320 เขตหลักสี่ ,ชุมชนเคหะ 302 เขตหลักสี่ ,ชุมชนหลังแฟลตร่วมพัฒนา เขตหลักสี่,ชุมชนร่วมพัฒนา เขตหลักสี่ ชุมชนอยู่ดีมีสุขร่วมใจ  เขตหลักสี่ ,ชุมชนมิตรประชา เขตหลักสี่ ,ชุมชนสุขเจริญพัฒนา เขตบางกะปิ   และชุมชนภาคีอีกประมาณ  60 ชุมชน

    1.1 กิจกรรมงดเหล้าเข้าพรรษา 2563-2564

    โดยแนวคิดหลักของออกแบบรณรงค์ลด ละ เลิก การบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในกลุ่มเป้าหมายนักดื่มหน้าเก่า และหน้าใหม่ ซึ่งแยกประเภทตามพฤติกรรมและความถี่ของการบริโภค ได้แก่ ผู้ดื่มเข้าสังคม ผู้ดื่มประจำ และผู้ดื่มหนัก และทำให้เกิดความต่อเนื่อง ภายใต้มาตรการ ชวน ช่วย ชม เชียร์ เชิดชู ให้ผู้เข้าร่วมโครงการตั้งแต่วันแรกที่เข้าสมัครเข้าร่วมโครงการไปอย่างน้อย 3 ปี โดยชุมชนเป็นผู้ออกแบบดำเนินการ นอกจากระบบ ชวน ช่วย ชม เชียร์ เชิดชู ซึ่งถือเป็นระบบติดตาม สนับสนุนผู้ดื่มสู่คนเลิกเหล้าโดยชุมชนแล้ว อีกมาตรการของชุมชนคนสู้เหล้า คือ การจัดสภาพแวดล้อมในชุมชนให้เอื้อต่อการเกิดการลด ละ เลิกการดื่มและลดการเลี้ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในงานเลี้ยงระดับครัวเรือน และงานบุญต่างๆ ด้วยการให้ความรู้ การอบรม เชิญชวนเข้าร่วมโครงการ ชวน ช่วย ชม เชียร์ และเชิดชู ยกย่องคนที่สามารถเลิกได้ ซึ่งระหว่างปี 2563-64 ไม่ต่ำกว่าปีละ 190 คน สามารถประหยัดเงินค่าเหล้าได้มากกว่า 6 ล้านบาท  เช่น ปี 2564 เครือข่ายองค์กรงดเหล้า กทม. ได้เชิญชวนคนเข้าร่วมงดเหล้าเข้าพรรษาได้จำนวน 193 คน จาก 12 ชุมชนเป้าหมาย สามารถประหยัดค่าเหล้าได้เฉลี่ย 18,000 บาท/คนในระยะ 3 เดือน มูลค่ารวม 3,474,000 บาท  

    นอกนั้น จะมีกิจกรรมอบรมพัฒนาศักยภาพแกนนชุมชน,อบรมพัฒนาศักยภาพคนที่สามารถเลิกเหล้าได้ต่อเนื่อง 3 ปีเป็นจิตอาสานักรณรงค์งดเหล้า,เก็บข้อมูลคัดกรองการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของประชากรในชุมชน เมื่อได้ข้อมูลแล้ววางแผนช่วยเหลือสร้างกระบวนการ ชวน ลด ละเลิก ยกย่อง ให้กำลังใจ  ทั้งนี้ ทุกกิจกรรมในพื้นที่ได้ประสานความร่วมมือกับระดับนโยยายเขต และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการทำงาน

    1.2 กิจกรรม 12 ร้านข้าวไข่เจียว “อิ่มสุข”..ราคาแล้วแต่จะจ่าย โดยชุมชนคนสู้เหล้า กทม. ปี 2564 

    ในช่วงสถานการณ์วิกฤตโควิดที่ผ่านมาทางเครือข่ายงดเหล้า กทม. ได้ปรับรูปแบบการชวนคนงดเหล้าผ่านร้านข้าวไข่เจียว อิ่มสุข แล้วแต่จะจ่าย….ซึ่งได้ระดมทีมจิตอาสา และแกนนำคนงดเหล้า ได้เปิดร้านทำอาหารช่วยเหลือผู้ติดเชื้อโควิด คนในชุมชน และบรรเทาความเดือดร้อนด้านอาหารแก่คนทั่วไป จากกิจกรรมเหล่านี้ทำให้คนในชุมชนได้ช่วยเหลือกันและกันในยามวิกฤติ คนที่กักตัวมีแกนนำชุมชน และอาสาสมัครส่งข้าวน้ำ ให้การช่วยเหลือกัน  ในช่วงระยะเวลา 5-6 เดือน ร้านข้าวไข่เจียว อิ่มสุข แล้วแต่จะจ่ายทั้ง 12 ร้าน สามารถผลิตข้าวกล่องรวม 58,272 กล่องช่วยเหลือคนในชุมชน

    2. สนับสนุนนโยบายบังคับใช้กฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

    2.1 กิจกรรมการเฝ้าระวังการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

    ที่ผ่านมาช่วงปี 2563 ได้มีกิจกรรมเฝ้าระวัง On Location เพื่อหาข้อมูลที่ยังเข้าข่ายกระทำความผิดกฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในเขต กมท.ครอบคลุมพื้นที่ 6 โซน และในช่วงสถานการณ์โควิด/มาตรการล็อคดาวน์ ปี 2563 -2565 จึงปรับรูปแบบเป็นการเฝ้าระวัง Online มากขึ้น โดยการเฝ้าระวังเนื้อหาในแอฟฟิเคชั่น Facebook/Tik Tok ที่เกี่ยวกับการโพสต์แสดงสินค้าการชวนเชิญดื่มของบัญชีผู้ใช้ เช่น การเฝ้าระวัง 15 วัน ระหว่างวันที่ 16-30 กันยายน 2564 พบคลิปชวนดื่มมากถึง 816 คลิป เฉลี่ยวันละ 54 คลิป และรณรงค์ให้ความรู้ ในงานเทศกาลประจำปี ลอยกระทง ปีใหม่  สงกรานต์   เป็นต้น ทั้งนี้ เพื่อรณรงค์ให้ประชาชนมีความรู้ ความเข้าใจกฎหมายควบคุมเครื่องเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และทำงานอย่างต่อเนื่อง

    2.2 กิจกรรมมอบ/ถวายป้าย “วัดเป็นเขตปลอดบุหรี่ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ตามกฎหมาย”

    สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า,สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.)ร่วมกับ สำนักอนามัยกรุงเทพมหนคร สนับสนุน/ถวายป้าย “วัดเป็นเขตปลอดบุหรี่ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ตามกฎหมาย” ครอบคลุมวัดทั้ง 50 เขตในพื้นที่ กทม.ป้ายขนาด 120 x 60 ชม. จำนวน 500 แผ่น หวังช่วยสังคมโดยรวมตระหนักถึงการ ลด ละ เลิก บุหรี่และแอลกอฮอล์ เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันร่างกาย ต้านภัยจากโควิด-19  และปฏิบัติตามกฎหมายในสถานที่วัด

    มอบถวายเมื่อวันจันทร์ที่ 30 สิงหาคม 2564 ณ วัดลานบุญวัดหงห์รัตนารามราชวรวิหาร   โดยมีพระเดชพระคุณ พระธรรมวชิรเมธี (มีชัย วีรปญฺโญ) เจ้าคณะภาค 1 เจ้าอาวาสวัดหงส์รัตนารามราชวรวิหาร ผู้รับมอบพร้อมด้วยคณะสงฆ์ผู้แทนวัดในเขตต่างๆ  มอบถวายโดยนายแพทย์สมชาย ตรีทิพย์สถิต ผอ.สำนักป้องกันยาเสพติดและทีมสำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร และ เภสัชกรสงกรานต์ ภาคโชคดี ผู้อำนวยการสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) 

    3. การสนับสนุนการประชาสัมพันธ์ กิจกรรมรณรงค์ สื่อรณรงค์ต่างๆ

                สำนักงานเครือข่ายงดองค์กรงดเหล้า ภายใต้การสนับสนุนของ “สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)”  ได้เป็นศูนย์กลางสนับสนุนสื่อรณรงค์ให้ความรู้ เชิญชวน เฝ้าระวังต่างๆ ให้แก่ชุมชน หน่วยงาน เครือข่ายงดเหล้าทั่วประเทศ  แกนนำชุมชนเพื่อเครื่องมือในการทำงานในชุมชนและสังคมอย่างต่อเนื่อง  มีป้ายแบนเนอร์ สติกเกอร์ คำความต่างๆ  ตามแนวคิดแต่ละปี และสถานการณ์ต่างๆ

  • พระสงฆ์อำเภอแม่วาง จ.เชียงใหม่ บำบัดนักดื่ม ด้วยการบวชพระ ใช้ธรรมะ กรรมฐานและสติปัฏฐาน 4 เป็นเครื่องมือช่วย

    พระสงฆ์อำเภอแม่วาง จ.เชียงใหม่ บำบัดนักดื่ม ด้วยการบวชพระ ใช้ธรรมะ กรรมฐานและสติปัฏฐาน 4 เป็นเครื่องมือช่วย

    จากข้อมูลการสำรวจพฤติกรรมด้านสุขภาพของประชากร พ.ศ. 2564 โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า จังหวัดหวัดเชียงใหม่ มีความชุกของนักดื่มถึงร้อยละ 35 โดยมีการแบ่งสัดส่วนประเภทนักดื่มออกไปอีก พบว่ามีสัดส่วนของนักดื่มที่ดื่มหนักถึงร้อยละ 38.4 บางรายต้องเข้ารับการบำบัดรักษาที่โรงพยาบาล

    พระสมุห์จำเริญ จนฺทูปโม เลขานุการเจ้าคณะอำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ เล่าว่างานด้านการรณรงค์การงดเหล้า หรือ ลด ละเลิกอบายมุข ถือเป็นงานที่ทางคณะสงฆ์ อำเภอแม่วางเองให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก ในฐานะพระสงฆ์เอง ก็ได้ใช้เรื่องของธรรมะ เป็นเครื่องมือในการช่วยบำบัดนักดื่ม เช่น การเทศนาสั่งสอนในโอกาสต่างๆ การรณรงค์ให้วัดเป็นเขตปลอด อบายมุข เหล้าเบียร์

    และจากปัญหาการดื่มเหล้าของคนในอำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ ในปี 2563 – 2564 ที่ผ่านมา พบว่า มีกลุ่มอดีตพระที่ลาสิกขาออกไปแล้ว ได้อยู่ในกลุ่มของนักดื่ม ที่ดื่มหนัก บางรายต้องได้รับยามาช่วยในการบำบัดรักษา อาตมภาพเอง มองว่ากลุ่มอดีตพระเหล่านั้นเขาน่าจะยังมีภูมิธรรม หลงเหลืออยู่ เนื่องจากบางคน เป็นถึงอดีตเจ้าอาวาสก็มี อดีตนักธรรมบาลี ก็มี จึงได้รวมกลุ่มแล้วชวนกลับมาบวชอีกครั้ง หวังใช้ธรรมมะ การวิปัสสนากรรมฐาน เจริญสติปัฏฐาน 4 มาช่วยบำบัดให้กลับมาปกติ เป็นข้อปฏิบัติเพื่อรู้แจ้ง คือ เข้าใจตามเป็นจริงของสิ่งทั้งปวงโดยไม่ถูกกิเลสครอบงำ สติปัฏฐานมี 4 อย่าง การตามอนุปัสสนาในกาย เวทนา จิต และธรรม

    จนในที่สุดก็สามามารถกลับมามีภูมิธรรมอีกครั้ง มีสติที่ดี เข้าใจโลก เข้าใจธรรม เลยขยายผล แล้วใช้การบวชพระเป็นเครื่องมือในการช่วยบำบัดนักดื่ม โดยการให้อธิษฐานจิตปฏิญาณตนก่อนบวช เมื่อบวชเข้ามาแล้ว พระสงฆ์ก็ช่วยกันดูแล ฝึกปฏิบัติ ให้กับผู้ที่เข้ามาบวช บางราย เมื่อถึงกำหนดลาสิกขาก็ขอบวชต่อ เนื่องจากรู้สึกดี สงบ เย็นและเห็นความจริง ขอศึกษาธรรมะต่อ ๆ ไป

    ท้ายสุด พระสมุห์จำเริญ จนฺทูปโม เล่าต่ออีกว่า จากการดำเนินงานรณรงค์ที่ผ่านมา พบว่ามีผู้เปราะบาง (เด็กเยาวชน) ที่ทางครอบครัวแตกแยกหย่าร้างกันจากปัญหาเรื่องเหล้า ได้เข้ามาขอบวชเรียนโรงเรียนปริยัติธรรม และจำวัดอาศัยบุญผ้าเหลือง ทางคณะสงฆ์จึงให้การอนุเคราะห์ในรูปแบบการศึกษาสงเคราะห์ และใช้โอกาสนี้ดูแลสร้างภูมิคุ้มกัน การหลุดเข้าไปในวงจรของนักดื่มหน้าใหม่ต่อไป

    ประมวลภาพงานบวช (นักดื่ม) ปี2563-2564

    บวชสร้างสุข…เห็นทุกข์เห็นธรรมะ เราจะมองเห็นสิ่งต่างๆได้ชัดเจน ก็ต่อเมื่อเรามองเข้าไปในใจตัวเองเท่านั้น
    บวชปฏิบัติธรรมเจริญสติกรรมฐานแนวสติปัฏฐาน 4

    ติดต่อ โทร 08 1472 0275 พระจำเริญ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดดอยสัพพัญญู

  • งานบวชสร้างสุข วิถีคนพุเตย จ.เพชรบูรณ์ เน้นเรียบง่าย ไร้ปัจจัยเสี่ยง สุขทั่วถึง ทั้งผู้บวชและชุมชน

    งานบวชสร้างสุข วิถีคนพุเตย จ.เพชรบูรณ์ เน้นเรียบง่าย ไร้ปัจจัยเสี่ยง สุขทั่วถึง ทั้งผู้บวชและชุมชน

    พระครูสิทธิพัชรบวร เจ้าคณะอำเภอวิเชียร์บุรี เจ้าอาวาสวัดพุเตยประสิทธิ์ อ.วิเชียรบุรี จ.เพชรบูรณ์ รณรงค์ “งานบวชสร้างสุข” เทศนา ให้แง่คิด พร้อมเจริญพร/ชักชวน ให้ชุมชนได้ร่วมใจกันจัดงานบวชแบบเรียบง่าย ยึดพระธรรมวินัย ขอให้คงไว้ซึ่งพิธีการ หรือกิจกรรมทางวัฒนธรรม ที่ดีงามไว้ ส่วนสิ่งไหนที่ผิดหลักศีลธรรม ขัดต่อหลักพุทธศาสนาขออย่าให้นำเข้ามา

    เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2565 พระครูสิทธิพัชรบวร เจ้าคณะอำเภอวิเชียร์บุรี เจ้าอาวาสวัดพุเตยประสิทธิ์ จ.เพชรบูรณ์ ได้ให้สัมภาษณ์ว่า วัดพุเตยประสิทธิ์นั้น เป็นอีกหนึ่งวัดที่ประชาชน ใช้จัดกิจกรรมหรือประกอบพิธีการทางศาสนาสำคัญ ๆ โดยเฉพาะงานบวช ส่วนใหญ่ เมื่อบ้านไหนจะบวชลูก บวชหลาน หรือบวชทั่วไปก็จะมาทำพิธีที่วัดพุเตยประสิทธิ์ มากกว่าร้อยงาน เนื่องจากเมื่อก่อนวัดต่าง ๆ ยังไม่ค่อยมีโบสถ์ และพระอุปัชฌาย์เยอะ เหมือนทุกวันนี้

    โดยวัตถุประสงค์ ของญาติโยมที่มาบวชส่วนใหญ่ จะมาบวชเพื่อทดแทนคุณพ่อแม่ บางงานบวชเพื่ออุทิศบุญบุญกุศลให้กับบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว ซึ่งรับวัฒนธรรมมาจากชาวลาว เหตุเพราะชาวพุเตย ส่วนใหญ่นั้นเป็นคนที่มีบรรพบุรุษเป็นชาวลาว พิธีการ พิธีกรรมก็จะมีความแตกต่างกันออกไปตามวัตถุประสงค์ เช่น

    การบวชเพื่อทดแทนคุณพ่อแม่ โดยส่วนใหญ่จะนิยมจัดงานแบบเรียบง่าย ไม่มีพิธีรีตองอะไรเยอะ ใช้เวลาเพียงวันเดียว โดย จะมีพิธีกรรม คือ พิธีปลงผมนาค เสร็จแล้วก็จะมีพิธีขอขมา หรือ ขออโหสิกรรมพ่อแม่ญาติผู้ใหญ่ ที่เคยล่วงเกินไป ทั้งกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม โดยจะมีมัคนายกวัด หรือปราชญ์ชุมชน เป็นผู้พาทำพิธี ต่างๆ จากนั้นก็จะมีการเคลื่อนขบวนแห่นาค มีแม่ หรือญาติผู้ใหญ่ถือไตรครอง ผู้เป็นพ่อถือบาตรและตาลปัตร ด้านข้าง และญาติพี่น้องช่วยกันถือเครื่องอัฐบริขาร เข้าไปในบริเวณโบสถ์ แล้วเดินประทักษิณเวียนขวารอบสีมา เพื่อให้นาคได้มีโอกาสในการทำสมาธิ ในการท่องบทขออุปสมบท (ขอบวช) จึงไม่นิยมให้มีการส่งเสียงดัง รบกวนนาค เหมือนในปัจจุบันนี้

    ส่วนการบวชเพื่ออุทิศบุญกุศลให้กับบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว ตามความเชื่อของชาวลาว ก็จะมีการจัดงานอยู่ 2 วัน  โดยวันแรกจะตั้งพิธีที่บ้าน ชาวบ้านเรียกว่า ตั้งกองบวช เพื่อนิมนต์พระสงฆ์ไปกระทำพิธีเจริญพุทธมนต์ และให้ผู้ที่จะบวชและเจ้าภาพได้ทำบุญอุทิศให้กับบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้วมีการจัดเลี้ยงแขก หรือเพื่อนบ้านที่มาร่วมทำบุญด้วย บางงานก็จะพิธีผูกแขน สู่ขวัญนาคแทรกเข้าไปด้วย ส่วนวันรุ่งขึ้นก็จะดำเนินพิธีไปเหมือน ๆ กันกับการบวชทั่วไป

    แต่มาในยุคปัจจุบันนี้ ด้วยกระแสค่านิยมที่เปลี่ยนแปลงไปก็มีการเพิ่มเติมเอาสิ่งที่มันไม่เกี่ยวข้องกับงานบวชเข้ามา เช่น การแห่นาค เดิมทีนั้น จะมีการแห่แบบสงบ ๆเรียบง่าย ไม่ฟู่ฟ่า เพื่อให้นาคมีโอกาสได้ทำสมาธิ แต่ปัจจุบันก็มีการนำเอาดนตรี มหรสพเข้ามาร่วมด้วย เสียงดังทั่ววัด ซ้ำร้ายมีการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ด้วยข้ออ้างที่ว่างานบุญทั้งทีต้องสนุกสนาน รื่นเริง มีการจัดงานเลี้ยงอย่างใหญ่โต เชิญแขกญาติผู้ใหญ่ เพื่อนสนิทมาทั่วทุกสารทิศ กลายเป็นค่านิยม ที่เมื่อจะจัดงานบวชจะต้องมีการลงทุนเยอะๆ  เพื่อให้ได้บุญเยอะๆ แท้จริงแล้วมันไม่ใช่เลย

    พระครูสิทธิพัชรบวร ท่านได้เล่าต่ออีกว่า ตอนนี้ ทางวัดได้เข้าร่วมโครงการ “บวชสร้างสุข” คือการบวชปลอดเหล้าปลอดอบายมุข ยึดหลักพระธรรมวินัย กับทางสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ก็เลยได้แรงบันดาลใจ เนื่องจากมีเครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาทั่วทั้งประเทศร่วมขับเคลื่อนด้วย ซึ่งจริง ๆ แล้วทางวัดพุเตยประสิทธิ์เองก็ส่งเสริมเรื่องนี้อยู่แล้ว ก็ได้ตัวโครงการนีเข้ามาช่วยเป็นแรงหนุนเสริมให้พระสงฆ์มีเสียงที่ดังขึ้น ก็ได้เทศนา หรือชักชวนโยม ให้เข้าใจหลักการ และแก่นแท้ ของการบวช ในโอกาสต่าง ๆ ที่พอจะประชาสัมพันธ์ได้

    แต่ช่วงแรก ๆ นั้นก็ยังยากอยู่ จะบอกจะห้ามได้แค่คนในพื้นที่เทศบาลตำบลพุเตย เท่านั้น ส่วน ผู้ที่อยู่นอกพื้นที่หรือนอกเขตที่มาบวชส่วนใหญ่ก็จะไม่ค่อยเห็นด้วยหรือเชื่อฟังเท่าไหร่ จึงจะยกให้วัฒนธรรมการบวชของคนพุเตยที่บวชแบบเรียบง่าย นี่แหล่ะเป็นต้นแบบ ให้ผู้ที่คิดจะบวช ได้เห็นและเข้าใจว่า การบวช มันไม่มีอะไรที่จะต้องทำอะไรยุ่งยากเลย ไม่ต้องลงทุนเยอะ ก็บวชได้ โดยให้ยึดที่เป้าหมาย ว่า เรามาบวชเพื่ออะไร บวชเพื่อใคร เพื่อตนเอง เพื่อพ่อแม่ เพื่อบรรพบุรุษ หรือเพื่อพุทธศาสนา ทำแบบไหนจะเกิดความสุขที่แท้จริง และทำแบบไหนจะเกิดความสุขที่ปนไปด้วยทุกข์ ที่มีปัญหาหลายอย่างตามมามากมาย  

  • คณะสงฆ์อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ ลงนามความร่วมมือ (MOU) ผลักดัน “บวชสร้างสุข” ลดปัจจัยเสี่ยง สร้างปัจจัยเสริม สู่สังคมสุขภาวะ

    คณะสงฆ์อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ ลงนามความร่วมมือ (MOU) ผลักดัน “บวชสร้างสุข” ลดปัจจัยเสี่ยง สร้างปัจจัยเสริม สู่สังคมสุขภาวะ

    จากค่านิยมเรื่องการจัดงานบวชในอำเภอเมืองกาฬสินธุ์ ได้เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบันก่อให้เกิดปัจจัยเสี่ยง เช่น การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์  การมีมหรสพ ดนตรีฉลอง มีรถแห่เสียงดัง กระตุ้นการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เต้นยั่วยุ ก่อให้เกิดการทะเลาะวิวาท ความรุ่นแรงฆ่ากันตายในงานบวช  สร้างความเดือดร้อนวุ่นวายต่อชุมชน ระหว่างชุมชน และสังคม  มีค่าใช้จ่ายมหาศาลในการจัดงานที่ยิ่งใหญ่ด้วยค่านิยมเชื่อว่าแสดงถึงฐานะทางสังคมของเจ้าภาพ  เกิดหนี้สิน ส่งผลให้เกิดภาพลบต่อเจ้าภาพที่จัดงานแบบเรียบง่าย  ประหยัด ที่ถูกต้องตามพระธรรมวินัยกลับถูกมองว่ายากจน  ซึ่งถือว่าเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงพระพุทธศาสนาของชาวพุทธในระยะยาว  และส่งผลกระทบต่อวัฒนธรรมอันดีงามของการบวชในสังคมไทย

    เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2565 คณะสงฆ์อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ นำโดยพระครูจันทธรรมานุวัตร, ดร เจ้าคณะอำเภอเมืองกาฬสินธุ์ และเจ้าอธิการแดง ปญฺญาวโร เจ้าคณะตำบลบึงวิชัย ผู้ประสานงานโครงการ บวชสร้างสุข ภาคอีสานตอนบน พื้นที่จังหวัดกาฬสินธุ์ ได้เปิดเวทีประชุม ชี้แจงความเข้าใจ ขยายแนวคิด บวชสร้างสุข ให้กับ คณะสงฆ์ฝ่ายปกครองในระดับตำบล ทั้ง 17 ตำบล พร้อมลงนามบันทึกความร่วมมือ (MOU) ในการ ขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะงานบวชสร้างสุข ภายใต้การสนับสนุนของ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) และมูลนิธิ สังฆะเพื่อสังคม

    เพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมของคณะสงฆ์อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ในการร่วมกันลดปัจจัยเสี่ยง สร้างปัจจัยเสริมให้เกิดขึ้นเป็นสังคมสุขภาวะ โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในขณะนี้  ซึ่งถือเป็นโอกาสในการจัดงานบวชแบบเรียบง่ายตามพระธรรมวินัย ป้องกันการติดเชื้อเป็นคลัสเตอร์งานบวชด้วย และเป็นการเอื้ออำนวยให้ลูกหลานชาวพุทธได้เข้ามาบวชในพระพุทธศาสนาได้ง่ายยิ่งขึ้นตามแก่นแท้ของพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง  จัดงานบวชสร้างสุขแบบ  “บวชวิถีใหม่ ยึดพระธรรมวินัย ห่างไกลอบายมุข ชุมชนอุ่นใจ เรียบง่าย ประหยัด  ปลอดภัย ไกลโควิด” เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการบวชอย่างแท้จริง และเป็นการสร้างวัฒนธรรมวิถีใหม่ให้เกิดขึ้น

    โดยในบันทึกความร่วมมือ (MOU)  ที่จะดำเนินการร่วมกัน ดังนี้

    ข้อ 1 ให้มีการส่งเสริมสนับสนุนและผลักดันการขับเคลื่อนงานบวชสร้างสุข “บวชวิถีใหม่ ยึดพระธรรมวินัย ห่างไกลอบายมุข ชุมชนอุ่นใจ เรียบง่าย ประหยัด  ปลอดภัย ไกลโควิด”  ให้มีผลเป็นรูปธรรม เกิดงานบวชสร้างสุขปลอดเหล้า ต้นแบบในพื้นที่อำเภอจังหวัดกาฬสินธุ์

    ข้อ 2 ร่วมกันรณรงค์สร้างการสื่อสารให้ประชาชนได้รับรู้ และเข้าใจในการขับเคลื่อนงานบวชสร้างสุข “บวชวิถีใหม่ ยึดพระธรรมวินัย ห่างไกลอบายมุข ชุมชนอุ่นใจ เรียบง่าย ประหยัด  ปลอดภัย ไกลโควิด”  ในวงกว้าง

    ข้อ 3 ร่วมกันส่งเสริมและสนับสนุนให้ทุกวัดในเขตอำเภอเมืองจังหวัดกาฬสินธุ์ ปฏิบัติตาม มติมหาเถรสมาคม ครั้งที่ 13/2563 มติที่ 351/2563 เรื่อง แนวทางการปฏิบัติวัดปลอดบุหรี่ และปลอดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ตามกฎหมาย โดยยึดหลักพุทธธรรม (พรหมวิหาร 4, สังคหวัตถุ 4, สาราณียธรรม 6)

    ข้อ 4 ร่วมกันจัดหา บุคลากร อุปกรณ์ เครื่องมือ งบประมาณ ให้เพียงพอต่อการขับเคลื่อนนโยบาย โครงการฯหรือกิจกรรม งานบวชสร้างสุข

    ข้อ 5 ร่วมกันขับเคลื่อนธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์แห่งชาติ สู่การปฏิบัติ อย่างเป็นรูปธรรม

    ข้อ 6 ให้การส่งเสริมสนับสนุน เผยแพร่ ประกาศ เชิดชูเกียรติ แก่เจ้าภาพงานบวช/ นาค/ วัด/ พระอุปัชฌาย์ ที่เข้าร่วมโครงการ ในรูปแบบต่างๆ ให้แพร่หลาย

    ข้อ 7 ให้ความร่วมมือในงานวิจัย งานวิชาการ หรืออื่นๆ ที่เกี่ยวกับงานบวชสร้างสุข อย่างเต็มที่

  • สคล.จับมือคณะสงฆ์ เดินหน้าปรับประเพณี “บวชสร้างสุข” เน้นเรียบง่าย ไร้เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ตามพระธรรมวินัย สกัดเมาฆ่ากันตายในงานบวช หลังพบข้อมูลดับกว่า 30 ศพ ได้บาปตั้งแต่ยังไปไม่ถึงวัด

    สคล.จับมือคณะสงฆ์ เดินหน้าปรับประเพณี “บวชสร้างสุข” เน้นเรียบง่าย ไร้เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ตามพระธรรมวินัย สกัดเมาฆ่ากันตายในงานบวช หลังพบข้อมูลดับกว่า 30 ศพ ได้บาปตั้งแต่ยังไปไม่ถึงวัด

    ปรับประเพณี “บวชสร้างสุข” เน้นเรียบง่าย ไร้เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ตามพระธรรมวินัย สกัดเมาฆ่ากันตายในงานบวช หลังพบข้อมูลดับกว่า 30 ศพ ได้บาปตั้งแต่ยังไปไม่ถึงวัด ด้าน “พระครูสุวรรณโพธิวรธรรม” เปิดรับเจ้าภาพหนุนบวชสร้างสุขต้นแบบ

    เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2565 นายชัยณรงค์ คำแดง ผู้ช่วยผู้จัดการสำนักงานเครือขายองค์กรงดเหล้า (สคล.) เปิดเผยว่า สคล. ร่วมกับเครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนา สังฆะเพื่อสังคม พยายามที่จะรณรงค์ปรับเปลี่ยนรูปแบบการจัดงานบวชในปัจจุบัน ให้หันมาเน้นปฏิบัติตามพระธรรมวินัย เพื่อศึกษาแก่นแท้ของศาสนาอย่างแท้จริง

    เพื่อศึกษาแก่นแท้ของศาสนาอย่างแท้จริง ด้วยการจัดทำโครงการบวชสร้างสุข โดยไม่มีขบวนแห่ยิ่งใหญ่ คงไว้เฉพาะขบวนแห่ที่เป็นอัตลักษณ์ของท้องถิ่น หมู่บ้าน ไม่มีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แต่จะเน้นรูปแบบเป็นการจัดพิธีบวชอย่างเรียบง่าย มีเพียงพิธีขออโหสิกรรมบิดามารดา ญาติผู้ใหญ่ มีพระเทศน์สอนที่บ้าน หรือวัด  จำลองขบวนแห่เล็กๆ พ่อถือบาตร แม่ถือไตรจีวร ตามประเพณีนิยม เป็นต้น 

    โดยในช่วงปี 2564 ที่ผ่านมาได้ร่วมกับเครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนา ดำเนินโครงการนำร่อง 9 จังหวัด แต่ก็ต้องยอมรับว่าไม่ใช่เรื่องง่าย  เพราะการจัดงานบวช ค่านิยมทางสังคมได้ก้าวไปไกลมาก เลยกรอบพระธรรมวินัย โดยจัดพิธีอย่างยิ่งใหญ่ พร้อมด้วยมหรสพ รถแห่ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ถูกฝังรากลึกในสังคมไทยมานาน ทำให้การบวชปัจจุบันกลายเป็นงานที่จะบ่งบอกถึงฐานะของผู้จัด แล้วสร้างมายาคติว่าการบวชแบบเรียบง่ายตามธรรมวินัยนั้นเป็นการจัดงานของคนจน ซึ่งจริง ๆ แล้วไม่ใช่เลย การบวชควรที่จะยึดแก่นแท้ตามพระพระธรรมวินัยของศาสนามากกว่า

    “เรามีการเก็บข้อมูลพบว่าการจัดงานบวชยิ่งใหญ่ ต้องใช้เงินจำนวนมาก ตั้งแต่หลักแสนไปจนถึงหลักล้านบาท และต้องเสียไปกับค่าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จำนวนมาก เมื่อดื่มเมาแล้ว ก็เกิดการทะเลาะวิวาท ฆ่ากันตายให้เห็นปรากฎตามสื่อต่างๆ  แทนที่จะได้บุญก็ได้บาปตั้งแต่ยังไปไม่ถึงวัด ซึ่งเรามีข้อมูลโดยรวบรวมเมื่อปี 2559 -2562 ก่อนโควิดระบาดพบว่ามีเหตุการณ์เมาทะเลาะวิวาทกันในงานบวช 50 เหตุการณ์ มีคนเสียชีวิต 30 ศพ บาดเจ็บอีกเป็นร้อยราย

    นายชัยณรงค์ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ การรณรงค์ปรับเปลี่ยนรูปแบบการบวชนั้น แม้จะเป็นไปได้ยาก แต่ไม่ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้ โดยเฉพาะเรื่องนโยบายจากผู้เกี่ยวข้อง อาทิ นโยบายเจ้าคณะตำบล เจ้าคณะอำเภอ เจ้าคณะจังหวัด  มหาเถรสมาคม รวมถึงนโยบายของนายอำเภอ ผู้ว่าราชการจังหวัด ที่ชัดเจนจะมีส่วนช่วยอย่างมาก ดังนั้น การณรงค์ในปีนี้ จึงได้ร่วมกับเครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาสังฆะเพื่อสังคมครอบคลุม 4 ภาค  โดยเฉพาะที่ผ่านมาก่อนสงกรานต์ถึงปัจจุบันมีเจ้าภาพต้นแบบที่จัดงานบวชยึดหลักพระธรรมวินัย เลี่ยงค่านิยมทางสังคมโดยไปจัดงานที่วัดแบบเรียบง่าย ด้วยการแนะนำเชิญชวนของพระสงฆ์มากกว่า 100 งานแล้ว โดยพระท่านจะมีการมอบเกียรติบัตรเชิดชูยกย่องเจ้าภาพต้นแบบนั้นๆ ด้วย 

    ส่วนแนวทางต่อไปจะต้องมีการสื่อสารสร้างการรับรู้ในวงกว้าง  เอาจริงเอาจังในการบวชพระให้เป็นไปตามธรรมวินัย ปลอดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงตรงนี้อาจจะต้องใช้เวลา ต้องอาศัยการดำเนินการ และขับเคลื่อนอย่างหนักแน่นจริงจังต่อเนื่องจากเครือข่ายภาคประชาชน และเครือข่ายพระสงฆ์

    ด้าน พระครูสุวรรณโพธิวรธรรม (มนัส อิ่มรัตน์)  เจ้าอาวาสวัดโพธิ์ทอง จังหวัดจันทบุรี  เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนา ประธานมูลนิธิสังฆะเพื่อสังคม กล่าวว่า การขยายงานบวชสร้างสุข พระสงฆ์เองถือว่าเป็นกำลังหลักสำคัญในการช่วยกันรณรงค์เรื่องนี้ แต่ก็ใช่ว่าจะทำอยู่ฝ่ายเดียว เพราะบางครั้งอาจต้านทานกระแสค่านิยมของสังคมไม่ไหว จึงจำเป็นต้องอาศัยพลังจากหน่วยงานระดับนโยบายของสงฆ์ และฝ่ายบ้านเมืองอื่นๆ หรือพลังของเครือข่ายจากวัดต่างๆ เข้ามาช่วยในวงกว้าง

    ดังนั้น เพื่อเป็นทางเลือกของชาวพุทธที่หนักแน่นในพระธรรมวินัยเรื่องการจัดงานบวช และเพื่อเปิดการรับรู้การจัดงานบวชที่ยึดพระธรรมวินัยยังมีอยู่ไม่ใช่มีแต่ค่านิยมสังคมอย่างว่านั้น เราจึงเปิดรับสมัครเจ้าภาพที่จะจัด “งานบวชสร้างสุขต้นแบบ” ผ่านเฟซบุ๊ค “มูลนิธิ สังฆะเพื่อสังคม” หรือโทร 0845126196, 0637694854

  • คณะสงฆ์อำเภอเวียงชัย หารือร่วมกับฝ่ายบ้านเมือง ในการขับเคลื่อนพลังบวร สู่หมู่บ้านรักษาศีล ๕ ปลอดเหล้า ปลอดอบายมุขในงานบุญ ประเพณี

    คณะสงฆ์อำเภอเวียงชัย หารือร่วมกับฝ่ายบ้านเมือง ในการขับเคลื่อนพลังบวร สู่หมู่บ้านรักษาศีล ๕ ปลอดเหล้า ปลอดอบายมุขในงานบุญ ประเพณี

    เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2565 เวลา 13.30 น. พระครูรัตนชัยคุณ เจ้าคณะอำเภอเวียงชัย เป็นประธานการประชุมพระสังฆาธิการระดับเจ้าคณะตำบล และพระวินยาธิการอำเภอเวียงชัย โดยมีนายญาณวุฒิ สุดพิมศรี นายอำเภอเวียงชัย และนางกัลยา สังวาลย์ทอง ผู้แทนโรงพยาบาลสมเด็จพระญาณสังวรอำเภอเวียงชัย พร้อมกับYSDN เวียงชัย เข้าร่วมประชุมด้วย

    โดยมีสาระสำคัญของการประชุมเพื่อหารือร่วมกับฝ่ายบ้านเมือง ในการขับเคลื่อนพลังบวรสู่หมู่บ้านรักษาศีล ๕ อำเภอเวียงชัย ในกิจกรรมการพัฒนาชุมชน การทำข้อตกลงร่วมกันเรื่องงดเหล้า และอบายมุขในงานศพ การงดเหล้าเข้าพรรษา ตลอดจนถึงเรื่องการขอความร่วมมือการปฏิบัติการของพระวินยาธิการอำเภอเวียงชัย ซึ่งนับว่าจะทำให้เกิดการพัฒนาความร่วมมือระหว่างคณะสงฆ์กับฝ่ายบ้านเมืองไปในแนวทางเดียวกัน

    เพื่อให้การขับเคลื่อนงาน ดำเนินไปตามวัตถุประสงค์ และเกิดเป็นรูปธรรม จึงได้มีการกำหนดประชุมลงนามข้อตกลงร่วมกัน (MOU) อีกครั้งในวันที่ 6 กรกฎาคม 2565 นี้