Author: อรรถพล ต่องสุพรรณ

  • เชิญชวนงดเหล้าเข้าพรรษา! คณะสงฆ์ล้านนาจับมือประชาคมงดเหล้า 8 จังหวัด พลิกกลยุทธ์ “บ้านวัดโรงเรียนราชการ” (บวร.) เน้นผู้นำต้องเป็นแบบอย่าง เริ่ม 14 กรกฎาคม 2565 นี้

    เชิญชวนงดเหล้าเข้าพรรษา! คณะสงฆ์ล้านนาจับมือประชาคมงดเหล้า 8 จังหวัด พลิกกลยุทธ์ “บ้านวัดโรงเรียนราชการ” (บวร.) เน้นผู้นำต้องเป็นแบบอย่าง เริ่ม 14 กรกฎาคม 2565 นี้

    พระพุทธิญาณมุนี เจ้าคณะจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า เข้าพรรษาเป็นวิถีชีวิตของชาวพุทธ เป็นวินัยของพระสงฆ์จะต้องจำพรรษาศึกษาปฏิบัติธรรม และชาวพุทธจะได้ตั้งใจลดละเลิกอบายมุข เข้าวัดฟังธรรมชัดเกลาจิตใจ ซึ่งในยุคสมัยที่มีการใช้เทคโนโลยีมาก มีสิ่งอำนวยความสะดวกมาก แต่ปัญหาทางจิตใจของประชาชนก็เพิ่มมากขึ้น ทำให้กายกับใจไม่สมดุลกัน “กายสบายแต่ใจมีปัญหา” ที่ผ่านมาคณะสงฆ์ดำเนินนโยบายหมู่บ้านรักษาศีล 5 ซึ่งจะได้มาร่วมมือกับโครงการรณรงค์งดเหล้าเข้าพรรษาของเครือข่ายงดเหล้า และ สสส. โดยจังหวัดเชียงรายจะทำความตกลงทุกภาคส่วนจากระดับจังหวัดจนถึงระดับชุมชน สร้างกระแสประชาสัมพันธ์ให้ทั่วถึง โดยเฉพาะทุกวัดในจังหวัดเชียงราย

    ด้าน พระสุนทรมุนี รองเจ้าคณะจังหวัดน่าน ประธานเครือข่ายงดเหล้าจังหวัดน่าน กล่าวว่า ทราบข้อมูลว่าปีนี้จังหวัดน่านมีสถิติผู้ดื่มเหล้ามากที่สุดของประเทศ ทางจังหวัดเห็นเป็นโอกาสที่จะร่วมมือกันแก้ปัญหานี้ โดยจะเน้นสร้างความร่วมมือกับผู้นำในท้องถิ่นท้องที่ กำนันผู้ใญ่บ้านและนายกเทศบาล อบต. ซึ่งจะเป็นแบบอย่างของผู้นำ ถ้าได้ผู้นำที่ร่วมมือกับโครงการ เห็นประโยชน์จากโครงการ โดยเฉพาะการดูแลสุขภาพ การประหยัดค่าใช้จ่าย ความสุขของครอบครัว จะทำให้มีประชาชน เยาวชนเข้าร่วมมากขึ้น จึงขอฝากแนวทางปฏิบัติให้ทุกจังหวัดให้ประสานความร่วมมือกับผู้นำ “ชนะใจผู้นำ ชนะใจประชาชน”

    พระมหาอนุวัต ฐิตเมโธ เจ้าอาวาสวัดหนองปลาขอ เลขาเจ้าคณะจังหวัดลำพูน ประธานผู้ประสานงานเครือข่ายพระคิลานุปัฏฐาก จ.ลำพูน กล่าวว่า คณะสงฆ์จังหวัดลำพูน ได้เตรียมประสานความร่วมมือทุกวันแล้ว โดยเฉพาะกลุ่มพระสายงานพระคิลานุปฎฐาก ได้มีการประชุมร่วมกับแกนนำชุมชน ซึ่งหลวงพ่อเจ้าคณะจังหวัดได้ให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ เช่นเดียวกับจังหวัดพะเยา ลำปาง แม่ฮ่องสอน แพร่

    ในส่วนจังหวัดเชียงใหม่ พระสมุห์จำเริญ จนฺทูปโม เลขานุการเจ้าคณะอำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ เล่าว่า ในกิจกรรมสร้างแรงจูงใจและกำลังใจให้กับคนที่ลดละเลิก โดยเฉพาะจัดเวทีสัญจรไปยังชุมชนต่างๆระหว่างพรรษา การยกย่องชื่นชมคนที่กำลังงดเหล้า เช่น การให้ภรรยา หรือลูกคนครอบครัวพูดถึงสิ่งที่ได้จากการที่สามีหรือพ่อเลิกเหล้า ตนเองมีความสุขอย่างไร แต่ก่อนมีความทุกข์อย่างไร เป็นการเสริมแรงให้ครอบครัวเพราะครอบครัวคนไทยไม่ค่อยพูดให้กำลังใจกัน กิจกรรมเสริมแรงให้กำลังใจในระหว่างพรรษาทุกชุมชนสามารถนำไปปรับใช้ได้ เป็นประโยชน์มากทีเดียว

    ด้านนายเอนก  สิทธิ  ผู้ประสานงานประชาคมงดเหล้าจังหวัดน่าน กล่าวว่า ปีนี้ทางสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดได้ประสานความร่วมมือที่จะให้กลไกระดับอำเภอ และ อสม. มาร่วมมือรณรงค์งดเหล้าเข้าพรรษา ถือว่าเป็นนิมิตหมายที่ดีที่บ้านวัดโรงเรียนราชการ (บวรร) มาจับมือกัน แม้ว่า ผลสำรวจของสำนักงานสถิติจะแสดงว่าจังหวัดน่านมีนักดื่มมากที่สุด แต่จะเป็นโอกาสที่คนน่านจะร่วมมือกันเริ่มต้นงานเข้าพรรษานี้

    นายธีระ วัชรปราณี ผู้จัดการเครือข่ายงดเหล้า

    ขณะที่ นายธีระ วัชรปราณี ผู้จัดการเครือข่ายงดเหล้า กล่าวว่า ผลการสำรวจพฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของประชากรไทยในปี พ.ศ. 2564 โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ รายงานพฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์รายจังหวัด พบว่าจังหวัดที่มีอัตราผู้ดื่ม(ความชุก)สูงสุด 10 อันดับ โดย 6 จังหวัดอยู่ในเขตภาคเหนือตอนบน ได้แก่ อันดับที่ 1 จังหวัดน่าน (ร้อยละ 43.3), อันดับที่ 2 จังหวัดแพร่ (ร้อยละ42.9), อันดับที่ 3 จังหวัดเชียงราย(ร้อยละ 41.4), อันดับที่ 5 จังหวัดพะเยา(ร้อยละ 40.7), อันดับที่ 9 จังหวัดลำพูน(ร้อยละ37.1) และอันดับ 10 จังหวัดลำปาง (ร้อยละ 38.0) เป็นครั้งแรกที่จังหวัดลำปางติดอันดับ 1 ใน 10 อันดับของประเทศอีกด้วย โดยทางศูนย์ประสานงานภาคฯ จึงต้องเน้นกลยุทธ์สร้างความร่วมมือ เพราะปัญหานี้ส่งผลกระทบต่อทุกคน ทั้งมิติสุขภาพ มิติเศรษฐกิจ มิติครอบครัว มิติอุบัติเหตุความรุนแรงอาชญากรรม และการเติบโตในสถภาพแวดล้อมที่ดีของเด็กเยาวชน โดยแผนระยะสั้น 3 ปีของภาคเหนือตอนบน นี้ คือ การเน้นประสานความร่วมมือ โดยเฉพาะกับคณะสงฆ์ เพราะคนเหนือในชุมชนยังมีความเชื่อถือศรัทธาในพระสงฆ์ รวมทั้งการเชื่อมกับหน่วงานภาครัฐ ซึ่งการประชุมร่วมกันครั้งนี้เป็นครั้งที่ที่คณะสงฆ์ทั้ง 8 จังหวัดได้เห็นปัญหาและความร่วมมือต่อไป นอกจากนั้น ยังเตรียมการที่จะประสานประเด็นการปรับสภาพแวดล้อมปลอดเหล้าในงานศพ งานบุญประเพณีต่างๆ  รวมทั้ง การส่งเสริมกิจกรรมสร้างสรรค์ในเด็กเยาวชนคนรุ่นใหม่ การเฝ้าระวังการทำผิดกฎหมายของภาคธุรกิจ ซึ่งบริบทของภาคเหนือตอนบนมีความซับซ้อนเหล้าเป็นส่วนหนึ่งในวิถีชีวิต จำนวนโรงกลั่นสุราชุมชน ทำให้ราคาถูกเข้าถึงงาน รวมทั้งความคิดความเชื่อเกี่ยวกับประเพณี การเข้าสังคม และการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย ซึ่งจะต้องร่วมคิดร่วมทำเป็นเป้าหมายในระยะ 3 ปีนี้

    ทั้งนี้ บุคคลทั่วไปที่ต้องการร่วมโครงการงดเหล้าเข้าพรรษา สามารถร่วมสมัครใจตั้งใจงดเหล้าในทุกวัดของเขตภาคเหนือ 8 จังหวัด และส่วนราชการที่ร่วมโครงการ หรือหน่วยงานใดต้องการเข้าร่วมเป็นองค์กรรณรงค์ สามารถโทรประสานงาน ที่นายสมควร ทะนะ ผู้ประสานงาน โทร 094 601 6566

  • เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาสังฆะเพื่อสังคม รับสมัคร เจ้าภาพต้นแบบ  “จัดงานบวชพระสร้างสุข ได้บุญเต็มร้อย”

    เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาสังฆะเพื่อสังคม รับสมัคร เจ้าภาพต้นแบบ “จัดงานบวชพระสร้างสุข ได้บุญเต็มร้อย”

    20 มิถุนายน 2565 เพจ มูลนิธิ สังฆะเพื่อสังคม ประกาศรับสมัคร เจ้าภาพต้นแบบ จัดงาน “บวชพระสร้างสุข ได้บุญเต็มร้อย” ก่อนเทศกาลเข้าพรรษา ประจำปี 2565 เพื่อขยายแนวคิดบวชสร้างสุข บวชวิถีใหม่ ยึดพระธรรมนัย ให้เป็นค่านิยมใหม่ที่ถูกต้องและดีงามในสังคม

    เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาสังฆะเพื่อสังคม โดยมูลนิธิสังฆะเพื่อสังคม มี พระครูสุวรรณโพธิวรธรรม (มนัส อิ่มรัตน์) เจ้าอาวาสวัดโพธิ์ทอง จังหวัดจันทบุรี เป็นประธาน ร่วมกับสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) โดยการสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างสุขภาพ (สสส.) ได้ทำโครงการบวชสร้างสุข ด้วยเห็นค่านิยมของชาวพุทธจัดงานบวชแบบยิ่งใหญ่ มีมหรสพ มีรถแห่เสียงดังเต้นสนุกสนาน อนาจาร มีการกระตุ้นให้ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทั้งใน และนอกวัด ซึ่งเต็มไปด้วยปัจจัยเสี่ยง บางงานมีการทะเลาะวิวาทถึงขั้นเสียชีวิต ซึ่งการดื่มภายในวัดโดยเฉพาะรอบอุโบสถถือว่า ผิดทั้งกฎหมาย และไม่เคารพต่อพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์

    โครงการต้องการรับสมัครเจ้าภาพ “งานบวชสร้างสุขต้นแบบ” ซึ่งถือว่าเป็นผู้ที่มีจิตใจหนักแน่นในพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า จะจัดงานบวชแบบเรียบง่าย ไม่มีแนวคิดจะเลี้ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ไม่มีมหรสพ จัดแบบ “บวชสร้างสุข บวชวิถีใหม่ ยึดพระธรรมวินัย” โดยต้องการจะจัดงานบวชให้เป็นต้นแบบ แก่ลูกหลาน และคนไทยโดยทั่วไปได้ยึดถือปฏิบัติให้ถูกต้อง

    ผู้ต้องการจะสมัครสามารถแสกนคิวอาร์โค้ด หรือ คลิกที่ลิงค์ นี้ https://forms.gle/KediVcfgJLo6C2vY6 เพื่อกรอกข้อมูลรายละเอียดตามความประสงค์ของท่าน

    รับสมัครตั้งแต่บัดนี้ถึงวันที่ 10 กรกฎาคม 2565

    สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ Facebook : มูลนิธิ สังฆะเเพื่อสังคม หรือ โทร 0845126196, 0637694854

    ทั้งนี้โครงการจะจัดส่ง

    1) ป้ายสัญลักษณ์งานบวชสร้างสุข ขนาด 3 x 1 เมตร จำนวน 2 ผืน เพื่อให้เจ้าภาพนำไปติดในงานแสดงให้ผู้พบเห็นได้อนุโมทนา

    2) เกียรติบัตรเชิดชูเกียรติเจ้าภาพต้นแบบ ลงนามโดยประธานมูลนิธิสังฆะเพื่อสังคม และผู้อำนวยการสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า

    #บวช #บวชสร้างสุข #บวชวิถีใหม่ #ยึดพระธรรมวินัย #เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนา #สังฆะเพื่อสังคม #สสส #สคล

  • เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาภาคใต้บน ลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) ขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะบวชสร้างสุขนำร่องสู่ความยั่งยืน

    เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาภาคใต้บน ลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) ขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะบวชสร้างสุขนำร่องสู่ความยั่งยืน

    วันจันทร์ที่ 6 มิถุนายน 2565 พระสิริคณาจารย์  เจ้าคณะจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และ นางเรืองอุไร บุญช่วยชูพันธ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นประธานฝ่ายฆราวาส ในการลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมกับหน่วยงานภาคีเครือข่าย ได้แก่ พระครูสุวรรณโพธิวรธรรม ประธานกรรมการมูลนิธิสังฆะเพื่อสังคม, นายสุเทพ แก้วประดิษฐ์ นายอำเภอเมืองจังหวัดนครศรีธรรมราช, นางพัทยา ทองเสภี ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดนครศรีธรรมราช, นางกฤตษญา ตระบันพฤกษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดนครศรีธรรมราช, นายชัยณรงค์ คำแดง ผู้ช่วยผู้จัดการสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) ผู้จัดการโครงการฯ, และพระสงฆ์ที่เป็นผู้แทนจากวัดทั้ง 3 จังหวัด จำนวน 15 วัด และศูนย์ประสานงานประชาคมงดเหล้าภาคใต้บน หน่วยงานข้าราชการ อาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นสักขีพยาน พร้อมที่จะสนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะงานบวชสร้างสุขในพื้นที่ภาคใต้ตอนบนให้เกิดเป็นรูปธรรม อย่างยั่งยืน

    เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาสังฆะเพื่อสังคมภาคใต้บนโดยมี พระมหาบวร ปวรธมฺโม ประธานและผู้ประสานงานโครงการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะงานบวชสร้างสุขภาคใต้ตอนบน ได้กล่าวรายงานโครงการต่อประธานในพิธีว่า ด้วยค่านิยมเรื่องการจัดงานบวชในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างมาก ก่อให้เกิดปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ มีการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มีมหรสพดนตรีฉลอง เต้นยั่วยุ กระตุ้นการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จนก่อให้เกิดปัญหาการทะเลาะวิวาท ปัญหาความรุนแรง ฆ่ากันตายในงานบวช สร้างความเดือดร้อนวุ่นวายต่อชุมชน ระหว่างชุมชนและสังคมได้มีค่าใช้จ่ายอย่างมหาศาลในการจัดงานบวชแต่ละครั้ง ทำให้เจ้าภาพที่จัดงานบวชแบบเรียบง่าย ประหยัด ถูกต้องตามพระธรรมวินัย กลับถูกมองว่ายากจน ซึ่งถือว่าเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงพุทธศาสนาของชาวพุทธในระยะยาว และส่งผลกระทบต่อวัฒนธรรมอันดีของการบวชในประเทศไทย เพื่อเป็นการสืบทอพระพุทธศาสนาในวิถีที่เรียบง่าย ถูกต้องตามหลักพระธรรมวินัยในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดสุราษฎร์ธานี และจังหวัดชุมพร จึงได้มีการดำเนินโครงการบวชสร้างสุขภาคใต้ตอนบนภายใต้แนวคิด “บวชวิธีใหม่ ยึดพระธรรมวินัย ห่างไกลอบายมุข ชุมชนอุ่นใจ เรียบง่าย ประหยัด ปลอดภัย ห่างไกลโควิด”

    ซึ่งมีวัดเข้าร่วมโครงการ จังหวัดละ 5 วัด รวมวัดนำร่องในพื้นที่ภาคใต้ตอนบนจำนวน 15 วัด ภายใต้การสนับสนุน ของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) มูลนิธิ สังฆะเพื่อสังคม และเครือข่ายต่างๆ ในพื้นที่ ซึ่งได้มีการเปิดเวทีทำความเข้าใจวัดที่เข้าร่วมโครงการและมีการดำเนินโครงการไปแล้ว เพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะงานบวชสร้างสุขมีความยั่งยืนเป็นรูปธรรม เกิดการบูรณาการกับส่วนงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐภาคเอกชน และภาคประชาสังคม จึงนำมาสู่การบันทึกข้อตกลงร่วมกันในวันนี้

    ด้านนางเรืองอุไร บุญช่วยชูพันธุ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวให้การสนับสนุน ในโครงการว่า ดิฉันรู้สึกเป็นเกียรติและยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่ทางคณะสงฆ์จังหวัดนครศรีธรรมราช ร่วมกันกับภาคราชการ ในการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ งานบวชสร้างสุข ในพื้นที่ภาคใต้ตอนบน โดยการร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลง ครั้งนี้ จากการกล่าวรายงานของท่านประธานโครงการ ทำให้ทราบว่า ค่านิยมของการจัดงานบวชในปัจจุบันนี้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก จนทำให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามมา หลายประการ เช่น ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาทางด้านสังคม และปัญหาด้านอื่น ๆ อีกมากมาย ซึ่งการบวช เป็นการถือครองเพศบรรพชิต ฝึกฝนอบรมตามหลักไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา หรือที่เรียกกันว่า บวชเรียน นี่เป็นหลักการของการบวชและเป็นการสืบทอดพระพุทธศาสนา แต่ที่ผ่านมา ค่านิยมความเชื่อ และมายาคติ ได้ทำให้การบวชได้เปลี่ยนรูปลักษณ์ และแนวปฏิบัติไปเป็นอย่างเห็นได้ชัด เช่น มีการจัดงานใหญ่โต ซึ่งบางครั้งนำไปสู่ปัจจัยเสี่ยง จากการที่ได้รับฟังมาแล้วในข้างต้น ซึ่งเป็นสิ่งที่น่ายินดีที่ทางมหาเถรสมาคม สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)  สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) และภาคส่วนต่าง ๆ ได้ให้ความสำคัญ ในโครงการบวชสร้างสุข ในนามของหน่วยงานราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ยินดีที่จะลงนามในบันทึกความร่วมมือ ในการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะงานบวชสร้างสุข พื้นที่ภาคใต้ตอนบน และจะให้การสนับสนุนโครงการดังกล่าว ให้ประสบผลสำเร็จ เพื่อประโยชน์แก่พระพุทธศาสนา และสังคมสืบต่อไป

    สุดท้ายพระเดชพระคุณ พระสิริคณาจารย์  เจ้าคณะจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้ให้โอวาสและให้กำลังใจ โดยสรุปใจความสำคัญ ดังนี้

    “ สังคมไทยทุกวันนี้ เป็นสังคมที่ย่อหย่อนทางวัฒนธรรมเป็นอย่างมาก เพราะสังคมไทยเราที่เป็นสังคมพุทธนี้ดูถูกวัฒนธรรมของตัวเอง การบวช เป็นอีกหนึ่งในการดูถูกเหยียดหยามวัฒนธรรมของตัวเอง คือ มีการไปต่อยอด เอาสิ่งที่มันไม่เกี่ยวข้อง สิ่งที่ไม่ดีงามเข้ามาในงานบวช นี่คือปัญหาของประเทศชาติบ้านเมือง ไม่ใช่เฉพาะปัญหาของพระสงฆ์ หรือ ปัญหาของพุทธศาสนา แต่มันเป็นปัญหาสังคม พระสงฆ์เองเป็นเพียง สถาบันเล็กๆ ทางศาสนา ที่เกิดจากสังคม ฉะนั้นแล้วจึงต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน โดยเฉพาะหน่วยงานราชการ ที่มีบทบาทสำคัญในการวางกรอบกติกา ในการเป็นไปของสังคม จึงจำเป็นที่จะต้องเข้ามาช่วยกันแก้ไขเปลี่ยนแปลงเรื่องนี้ ซึ่งการขับเคลื่อน งานบวชสร้างสุขนั้น ถือว่าเป็นเรื่องที่ยาก เพราะมันเป็นเรื่องที่ทวนกระแสสังคม เราเองจึงเปรียบได้เหมือนกับเม็ดทราย เม็ดเล็ก ๆ ที่จะเข้าไปก่อตัวเพื่อต้านทานกระแสของสังคม แต่ถ้าเม็ดทรายรวมกันหลายๆเม็ด ค่อยๆก่อตัว ค่อยๆขับเคลื่อนไปทีละนิด มันก็จะเป็นทรายกองโตได้ ฉะนั้น จึงขอให้กำลังใจทุกคนทุกท่านที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ให้ขับเคลื่อนงานไปข้างหน้าได้อย่างราบรื่น จงพลันสำเร็จ และขออนุโมทนากับทุกท่านทุกคนที่ทำงานเพื่อพุทธศาสนา เพื่อสังคมประเทศชาติของเรา ”

    ข้อตกลงร่วมกัน 5 ข้อที่จะร่วมกันผลักดันให้เกิดขึ้น ดังนี้

    ข้อ 1 ให้มีการส่งเสริม สนับสนุน และผลักดันการขับเคลื่อนงานบวชสร้างสุข “บวชวิถีใหม่ ยึดพระธรรมวินัย ห่างไกลอบายมุข ชุมชนอุ่นใจ เรียบง่าย ประหยัด ปลอดภัย ไกลโควิด” ให้มี ผลเป็นรูปธรรม เกิดงานบวชสร้างสุขปลอดเหล้า ต้นแบบในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดสุราษฎร์ธานี และจังหวัดชุมพร

    ข้อ 2 ร่วมกันรณรงค์ ส่งเสริม และสร้างการสื่อสารให้ประชาชนได้รับรู้ และเข้าใจในการขับเคลื่อนงานบวชสร้างสุข” บวชวิถีใหม่ ยึดพระธรรมวินัย ห่างไกลอบายมุข ชุมชนอุ่นใจ เรียบง่าย ประหยัด ปลอดภัย ใกลโควิด” ในวงกว้าง

    ข้อ 3 ร่วมกันส่งเสริม และสนับสนุนให้ทุกวัดในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดสุราษฎร์ธานี และจังหวัดชุมพร เป็นวัดเขตปลอดเหล้า บุหรี่ พนัน ตามกฎหมาย โดยยึดหลักพุทธธรรม

    ข้อ 4 ร่วมกันจัดหา บุคลากร อุปกรณ์ เครื่องมือ งบประมาณ ให้เพียงพอต่อการขับเคลื่อนนโยบายโครงการฯ หรือกิจกรรมงานบวชสร้างสุข

    ข้อ 5 ให้ความร่วมมือในงานวิจัย งานวิชาการ หรืออื่นๆ ที่เกี่ยวกับงานบวชสร้างสุข อย่างเต็มที่เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการจัดงานบชสร้างสุขอย่างแท้จริง

    ภาพบรรยากาศ

  • คณะสงฆ์ภาคใต้ตอนล่าง พร้อมภาคีเครือข่าย ลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) การจัดงานบวชสร้างสุขเป็นนโยบายสาธารณะ

    คณะสงฆ์ภาคใต้ตอนล่าง พร้อมภาคีเครือข่าย ลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) การจัดงานบวชสร้างสุขเป็นนโยบายสาธารณะ

    ด้วยค่านิยมเรื่องการจัดงานบวชในปัจจุบัน มีการเปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างมาก ก่อให้เกิดปัจจัยเสี่ยง เช่น การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การมีมหรสพ ดนตรีฉลอง มีรถแห่เสียงดัง กระตุ้นการดื่มเคริองดื่มแอลกอฮอล์    เต้นยั่วยุ ก่อให้เกิดการทะเลาะวิวาท ความรุนแรงฆ่ากันตายในงานบวช สร้างความเดือดร้อนวายต่อชุมชน ระหว่างชุมชน และสังคม มีค่าใช้จ่ายมหาศาลในการจัดงานที่ยิ่งใหญ่ด้วยค่านิยมที่แสดงถึงฐานะทางสังคมของเจ้าภาพ เกิดปัญหาหนี้สิน ส่งผลให้เกิดภาพลบต่อเจ้าภาพที่จัดงานแบบเรียบง่าย ที่ถูกต้องตามพระธรรมวินัยกลับถูกมองว่ายากจน ซึ่งถือว่าเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงพระพุทธศาสนาของชาวพุทธในระยะยาว และส่งผลกระทบต่อวัฒนธรรมอันดีงามของการบวชในสังคมไทย

    การนี้เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาสังฆะเพื่อสังคม ภาคใต้ตอนล่าง พร้อมภาคีเครือข่าย อย่างสำนักงานกองทุนสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) มูลนิธิสังฆะเพื่อสังคม และหน่วยงานองค์กรระดับทัองถิ่น ได้มองเห็นปัญหานี้ร่วมกัน และได้มีการร่วมกันเสนอตัวเพื่อเข้าร่วมโครงการขยายผลการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะงานบวชสร้างสุข กับมูลนิธิสังฆะเพื่อสังคม ได้เปิดเวทีพูดคุยแลกเปลี่ยนและออกแบบโครงการร่วมกัน

    จนเมื่อวันศุกร์ที่ 20 พฤษภาคม 2565 ที่ผ่านมา ได้เกิดเวที การประชุมคณะทำงานภาคีเครือข่ายหลักที่เกี่ยวข้องและสร้างข้อตกลง (MOU) ระดับพื้นที่เพื่อประกาศเป็นนโยบายสาธารณะ พื้นที่จังหวัดตรัง จังหวัดสตูล และจังหวัดพัทลุง ณ วัดห้วยยอด ต.ห้วยยอด อ.ห้วยยอด จ.ตรัง มีพระครูวิริยกิจโสภิต เจ้าคณะอำเภอห้วยยอด เจ้าอาวาสวัดน้ำพราย จ.ตรัง เป็นประธาน โดยการสนับสนุนเวทีของสำนักงานกองทุนสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) และมูลนิธิสังฆะเพื่อสังคม เพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ ได้ร่วมกันลดปัจจัยเสี่ยง สร้างปัจจัยเสริมให้เกิดขึ้นเป็นสังคมสุขภาวะ โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในขณะนี้ซึ่งถือเป็นโอกาสในการจัดงานบวชแบบเรียบง่ายตามพระธรรมวินัย ป้องกันการติดเชื้อ หลีกเลี่ยงเป็นคลัสเตอร์งานบวชด้วย และเป็นการเอื้ออำนวยให้ลูกหลานชาวพุทธได้เข้ามาบวชในพระพุทธศาสนาได้ง่ายยิ่งขึ้นตาม แก่นแท้ของพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง จัดงานบวชสร้างสุขแบบ “บวชวิถีใหม่ ยึดพระธรรมวินัย ห่างไกลอบายมุข ชุมชนอุ่นใจ เรียบง่าย ประหยัด ปลอดภัย ไกลโควิด”

    โดยการลงนามร่วมกันครั้งนี้มี พระครูศาสนกิจจาทร ประธานงานบวชสร้างสุขพื้นที่จังหวัดภาคใต้ตอนล่าง, ว่าที่ร้อยตรี ปกรณ์ แก้วมี นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการ ตัวแทนวัฒนธรรมจังหวัดตรัง, นางไพรัช วัฒนกุล เครือข่ายองค์กรงดเหล้าจังหวัดตรัง, นายดิษณุลักษณ์ ไพฑูรย์ ตัวแทนมูลนิธิสังฆะเพื่อสังคม และพระสมุห์กฎษดา ขนฺติกโร ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดห้วยยอด อำเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง เป็นผู้ลงนามในบันทึกข้อตกลง พร้อมคณะสงฆ์ ทายกทายิกา ที่เข้าร่วมประชุม เป็นสักขีพยาน ภายในข้อตกลงได้กำหนดแนวปฏิบัติร่วมกัน ดังนี้

    ข้อ ๑ ให้มีการส่งเสริม สนับสนุน และผลักดันการขับเคลื่อนงานบวชสร้างสุข “บวชวิถีใหม่ ยึดพระธรรมวินัย ห่างไกลอบายมุข ชุมชนอุ่นใจ เรียบง่าย ประหยัด ปลอดภัย ไกลโควิด” ให้มีผลเป็นรูปธรรมเกิดงานบวชสร้างสุขปลอดเหล้า ต้นแบบในพื้นที่จังหวัดตรัง สตูล และพัทลุง

    ข้อ ๒ ร่วมกันรณรงค์ ส่งเสริม และสร้างการสื่อสารให้ประชาชนได้รับรู้ และเข้าใจในการขับเคลื่อนงานบวชสร้างสุข “บวชวิถีใหม่ ยึดพระธรรมวินัย ห่างไกลอบายมุข ชุมชนอุ่นใจ เรียบง่าย ประหยัด ปลอดภัย ไกล     โควิด ” ในวงกว้าง

    ข้อ ๓ ร่วมกันส่งเสริม และสนับสนุนให้ทุกวัดในพื้นที่จังหวัดตรัง สตูล และพัทลุง เป็นวัดเขตปลอดเหล้า บุหรี่ พนัน ตามกฎหมายโดยยึดหลักพุทธรรม

    ข้อ ๔ ร่วมกันจัดหา บุคลากร อุปกรณ์ เครื่องมือ งบประมาณ ให้เพียงพอต่อการขับเคลื่อนนโยบายโครงการฯ หรือกิจกรรมงานบวชสร้างสุข

    ข้อ ๕ ให้ความร่วมมือในงานวิจัย งานวิซาการ หรืออื่น ๆ ที่เกี่ยวกับงานบวชสร้างสุข อย่างเต็มที่ เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการจัดงานบชสร้างสุขอย่างแท้จริง ทุกองค์กรประกอบด้วย ตัวแทน คณะสงฆ์, ศูนย์เผยแผ่พระพุทธศาสนา, สำนักงานวัฒนธรรมประจำจังหวัด , สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ, สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.), สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล), มูลนิธิสังฆะเพื่อสังคม และวัดที่เข้าร่วมโครงการ

    ด้านพระครูวินัยธรอธิษฐ์ สุวฑฺโฒ (สุขพานิช), ดร. นักวิชาการโครงการฯ ได้กล่าวในที่ประชุมว่า  ในบริบทของการจัดงานบวชในภาคใต้ตอนล่างที่สัมผัสมา ด้วยที่ภาคใต้ตอนล่างนั้นถือว่ามีเศรษฐกิจที่ดีพอสมควร ฐานะทางสังคมของคนส่วนใหญ่จึงค่อนข้างสูงไปด้วย ฉะนั้นการจัดงานต่าง ๆ ค่อนข้างที่จะเอิกเกริกใหญ่โต ไม่ว่าจะเป็น งานบวช งานแต่ง หรืองานอะไรก็แล้วแต่แต่ภาคใต้ถือว่ายังดี ว่ามีเหตุการณ์ที่ไม่พึงประสงค์น้อยในงานบวช การจัดแดงดนตรีฉลองในงานก็ค่อนข้าง Soft กว่าภาคอื่น ๆที่มีคอนเสิร์ตใหญ่โต มีขบวนรถแห่ เครื่องเสียง เสียงดัง ฉะนั้น การจัดโครงการครั้งนี้ เราก็จะถือโอกาสใช้เครื่องมือเพื่อเก็บข้อมูลในเชิงวิชาการหรือวิจัย เพื่อศึกษาเปรียบเทียบการจัดงานบวชของภาคใต้ตอนล่างว่าในบริบทของการบวชที่นี้ มีสิ่งที่ดีงามอย่างไร และสิ่งที่ไม่ดีงามอย่าง ให้ได้เห็นประจักษ์ชัดไปทั่วทั้งประเทศ ว่าควรที่จะจัดแบบไหนดี

    พระสมุห์กฎษดา ขนฺติกโร ได้กล่าวถึงเรื่องของกระบวนการในการเคลื่อนงานได้อย่างน่าสนใจว่า

    “กระผมมองว่า หัวใจสำคัญของกระบวนการโครงการบวชสร้างสุข มันอยู่ที่ว่าเราสามารถอยู่ร่วมกับชุมชนได้มากน้อยแค่ไหน ซึ่งการวางแผนการกำหนดกติกา ที่จะให้เขาปฏิบัติตามหรือเห็นพ้องด้วยในการบวช ในรูปแบบการบวชสร้างสุข มันจะเกิดขึ้น ก็ต่อเมื่อว่า เราสามารถเป็นส่วนหนึ่งกับชุมชนได้ เพราะว่ามันจะสามารถเอากฎระเบียบมาใช้กับชุมชนได้ หากแต่ถ้าเราไม่ได้มีสัมพันธภาพที่ดีกับเขา มันก็จะทำให้การขับเคลื่อนการทำงานมันยาก ถ้าจะทำให้โครงการบวชสร้างสุขประสบความสำเร็จ วัดจะต้องกลับมาตั้งต้นที่การทำงานกับชุมชนก่อนอยู่กับชุมชนก่อนให้เขารู้สึกไว้วางใจเรา แล้วก็วันหนึ่งที่เราบอกว่าอะไรที่มันเป็นประโยชน์กับเขาและควรจะทำ แล้วเขาเห็นว่ามันจำเป็นจริงๆ ที่มันจะเกิดจากการกระทำของพระจริง มันก็ง่ายที่จะนำเสนอโครงการ ง่ายต่อการรณรงค์ แต่ถ้าวันหนึ่งที่เรารู้สึกว่าเราไม่ได้คุ้นชินกับชุมชนเลย เราจะทำโครงการหรือเราไปรับโครงการมา แล้วนำมาทำโดยที่ชุมชนไม่ได้มีส่วนร่วมตั้งแต่ต้น ไปทำให้เขารู้สึกว่าเราเอาภาระให้เขามาเป็นส่วนหนึ่งในการทำงานของเรา มันก็จะไม่รับการตอบรับ ฉะนั้น การจะสร้างความสำเร็จให้มันเกิดขึ้นระยะยาว การสร้างสัมพันธภาพกับชุมชนเป็นเรื่องสำคัญ

  • ชาวตำบลโพนสูง อ.ปทุมรัตต์ จ.ร้อยเอ็ด จัดเวทีบันทึกข้อตกลง (MOU) การจัดงานบุญสร้างสุข ปลอดเหล้า ปลอดภัย ห่างไกลโควิด-19

    ชาวตำบลโพนสูง อ.ปทุมรัตต์ จ.ร้อยเอ็ด จัดเวทีบันทึกข้อตกลง (MOU) การจัดงานบุญสร้างสุข ปลอดเหล้า ปลอดภัย ห่างไกลโควิด-19

    วันอังคารที่ 17 พฤษภาคม 2565 ประชาคมงดเหล้าจังหวัดร้อยเอ็ด ตำบลโพนสูง  จัดเวทีบันทึกข้อตกลง (MOU) เพื่อขับเคลื่อนงานบุญประเพณี เป็นการจัดงานบุญสร้างสุข ปลอดเหล้า ปลอดภัย ปลอดโควิด-19 เพื่อลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น ไม่กระทำผิดกฎหมาย ลดอุบัติเหตุ ลดการทะเลาะวิวาท และสร้างสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการลดการดื่ม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ลดนักดื่มหน้าใหม่  เพื่อคาดหวังให้เป็นพื้นที่ต้นแบบ และขยายผลไปยังพื้นที่อื่นๆ ในจังหวัดร้อยเอ็ดในลำดับต่อไป โดยการสนับสนุนเวทีของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.)

    โดยในบันทึกข้อตกลง มีงานบุญหลักในการขับเคลื่อนร่วมกัน ดังนี้

    1. งานบุญปริวาสกรรม 2. งานกุ้มข้าวใหญ่ 3. งานบุญข้าวจี่ 4. งานบุญผะเหวด 5. งานสงกรานต์ 6. งานบุญเบิกบ้านซำฮะเลี้ยงปู่ตา 7. งานบวช 8. งานศพ 9. งานบุญแจกข้าว 10. งานงดเหล้าเข้าพรรษา  11. งานบุญข้าวประดับดิน         12. งานบุญข้าวสาก 13. งานออกพรรษา 14. งานลอยกระทง 15. งานบุญกฐิน

    ในการนี้มี นายบุญสืบ โทนหงสา นายกเทศมนตรีตำบลโพนสูง เป็นประธานในพิธีร่วมลงนามบันทึกข้อตกลง ร่วมกับกำนัน และผู้ใหญ่บ้านทั้งหมด 9 หมู่บ้านในตำบลโพนสูง รพ.สต.บ้านสามขา และรพ.สต.บ้านจานใต้ โดยมีนายปรีชา แสนรัตน์ ผู้แทนประชาคมงดเหล้าจังหวัดร้อยเอ็ด  และเครือพระสงฆ์นักพัฒนาสังฆะเพื่อสังคม มีพระครูโพธิวีรคุณ เจ้าคณะอำเภอปทุมรัตต์ เป็นประธาน และพระสงฆ์ฝ่ายปกครอง ร่วมลงนามขับเคลื่อนด้วย พร้อมด้วยตัวแทนชุมชนคนสู้เหล้า คนหัวใจเพชร หัวใจเหล็ก หัวใจหิน และผู้แทนชุมชนในเขตตำบลโพนสูง อำเภอปทุมรัตต์ จังหวัดร้อยเอ็ดเป็นสักขีพยาน และจะพร้อมใจกันขับเคลื่อนให้เกิดรูปธรรมตามเจตนารมณ์ต่อไป

    ตำบลโพนสูง ค่านิยมและวัฒนธรรมใหม่จัดงานบุญสร้างสุข ปลอดเหล้า ปลอดภัย ห่างไกลโควิด-19

    #เครือข่ายงดเหล้าตำบลโพนสูง #จังหวัดร้อยเอ็ด #สสส #สคล

  • ภาคใต้ตอนบน เปิดเวทีสร้างความเข้าใจ ในการขับเคลื่อนงาน บวชสร้างสุข พื้นที่ต้นแบบนำร่อง พร้อมมอตาลปัตร สัญลักษณ์ของโครงการฯ

    ภาคใต้ตอนบน เปิดเวทีสร้างความเข้าใจ ในการขับเคลื่อนงาน บวชสร้างสุข พื้นที่ต้นแบบนำร่อง พร้อมมอตาลปัตร สัญลักษณ์ของโครงการฯ

    “ บวชสร้างสุข บวชประหยัด ได้ประโยชน์ ได้โปรดสัตว์ ปฏิบัติตามแนวทางพระศาสนา สัตว์ไม่ตาย คนไม่เมา เคล้ากามา ลดตัณหา นำพาสุข พุทธวิธี ”

    พระมหาบวร ปวรธมฺโม เจ้าอาวาสวัดบุญนารอบ จ.นครศรีธรรมราช ผู้รับผิดชอบโครงการฯ ภาคใต้ตอนบน

    เมื่อวันพุธที่ 11 พฤษภาคม 2565 เวลาประมาณ 09.00 น. คณะทำงานโครงการขยายผลการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะงานบวชสร้างสุข ภาคใต้ตอนบน นำโดย พระมหาบวร ปวรธมฺโม ผู้รับผิดชอบ/ผู้ประสานงานโครงการฯ ได้เปิดเวทีประชุม ทำความเข้าใจ ในโครงการฯ พร้อมวางกรอบแนวทางการขับเคลื่อนงานโครงการ กับ พื้นที่เป้าหมาย ภาคใต้ตอนบน 7 จังหวัด (จังหวัดนครศรีธรรมราช , จังหวัดสุราษฎร์ธานี , จังหวัดกระบี่ , จังหวัดพังงา , จังหวัดระนอง, จังหวัดภูเก็ต และจังหวัดชุมพร ) ณ วัดวัดศรีพนมพลาราม จ.สุราษฎร์ธานี โดยได้รับการสนับสนุนจาก สำนักงานกองทุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) มูลนิธิสังฆะเพื่อสังคม และสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.)

    ภายในเวที ได้มีการนำเสนอหลักการของโครงการ ถึงการจัดงานบวชในพื้นที่ของภาคใต้ตอนบน ที่มีค่านิยมและวัฒนธรรมในการจัดงานบวชที่ถือคติที่ว่า “ต้องจัดยิ่งใหญ่เพื่อแสดงบารมี” โดยการจัดงานบวชที่มีค่านิยมในลักษณะนี้ของภาคใต้ตอนบนแสดงให้เห็นซึ่งฐานะทางสังคมของเจ้าภาพ ซึ่งมีมหรสพ แตรวงรถแห่ โดยค่านิยมดังกล่าวนี้ได้ทำตาม ๆ กันมาเป็นเวลานานจนเกิดเป็นวัฒนธรรมในการจัดงานบวชของคนภาคใต้ตอนบน ซึ่งการจัดงานบวชแต่ละครั้งจะมีค่าใช้จ่ายในการจัดงาน 1 ครั้ง เฉลี่ยหลักแสนบาทและมากสุดที่สำหรับเจ้าภาพที่มีฐานะทางสังคมที่ดีจะใช้งบประมาณในการจัดงานโดยประมาณหนึ่งล้านบาท แต่เจ้าภาพที่มีทุนในการจัดงานน้อยแต่หลีกกระแสสังคมไม่ไหว ต้องไปกู้หนี้ยืมสินมาจัดงานบวช ส่วนมากในการจัดงานบวชแต่ละครั้งที่มีการใช้งบประมาณที่สูงเพราะว่า เป็นค่าอาหาร ค่าโต๊ะจีน ค่าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ค่าดนตรีมหรสพ ค่ารถแห่ ซึ่งเมื่องานบวชมีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เข้ามาเกี่ยวข้องก็พบปัญหาความรุนแรงตามมาจึงเป็นปัญหาที่สืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน จึงต้องมีการขับเคลื่อนโครงการ บวชสร้างสุข เพื่อแก้ไขปัญหา และสร้างอำนาจในการคานงัดกับค่านิยมที่กดทับสังคมอยู่

    ในที่ประชุม ได้ร่วมกันวางกรอบแนวทางในการขับเคลื่อนงานไว้ 3 แนวทางเบื้องต้น คือ

    1. สนับสนุนพื้นที่เป้าหมาย ทั้ง 7 จังหวัด ในการเปิดเวทีสร้างความเข้าใจและผลักดันให้เกิดเป็นนโยบายสาธารณะ กับวัด เจ้าอาวาส หรือพระอุปัชฌาย์ในพื้นที่

    2. ดำเนินการสร้างข้อตกลง (MOU) พื้นที่ต้นแบบในการจัดงานบวชสร้างสุข 3 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดชุมพร จังหวัดนครศรีธรรมราช และจังหวัดสุราษฎร์ธานี

    3. สร้างเครื่องมือ ในการเก็บข้อมูลเชิงวิชาการ เพื่อทำการวิจัยศึกษาเปรียบเทียบ การจัดงานบวชสร้างสุข กับงานบวชทั่วไป

    พร้อมกันนั้น พระมหาบวร ปวรธมฺโม ได้มีการมอบ ตาลปัตร ที่มีสัญลักษณ์ของโครงการ เพื่อใช้ในการประกอบพิธีในการจัดงานบวชสร้างสุขในพื้นที่ โดยมีวัตถุประสงฆ์เพื่อประชาสัมพันธ์โครงการอีกช่องทางหนึ่ง