Tag: สคล.

  • จอ.สหัสขันธ์ ขานรับนโยบาย “บวชสร้างสุข” พร้อมแจง ถึงเวลาสังคายนาพิธีกรรมงานบวชแล้ว คนอยากบวชสร้างสุขแต่การสื่อสารเข้าไม่ถึง

    จอ.สหัสขันธ์ ขานรับนโยบาย “บวชสร้างสุข” พร้อมแจง ถึงเวลาสังคายนาพิธีกรรมงานบวชแล้ว คนอยากบวชสร้างสุขแต่การสื่อสารเข้าไม่ถึง

    ค่านิยมการจัดงานบวชในสังคมไทยปัจจุบัน ส่งผลให้ชาวพุทธไทยสูญค่าใช้จ่ายหลักล้าน คนไม่มีเงิน ทุนน้อย ไม่กล้าบวช  ซ้ำร้ายการจัดงานใหญ่โต เลี้ยงฉลองน้ำเมา ทำให้เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงและอุบัติเหตุในงานบวช มากกว่า 11 ครั้ง/ปี (95 ครั้ง จากผลสำรวจในปี 2559 – ก.ค. 2567) บาดเจ็บกว่า 23 ราย/ปี เสียชีวิตกว่า 7 ราย/ปี

    เมื่อวันจันทร์ที่ 23 กันยายน 2567 ที่ผ่านมา คณะสงฆ์จังหวัดกาฬสินธุ์ ได้จัดเวทีเสวนา ถอดบทเรียนงานบวชสร้างสุข อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ พื้นที่ต้นแบบที่ขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะบวชสร้างสุข ภายใต้แนวคิด ประหยัด เรียบง่าย ยึดหลักพระธรรมวินัย โดยพระสงฆ์เป็นผู้นำในการสื่อสารกับ ชุมชนเจ้าภาพในการจัดงานบวชแบบเรียบง่าย เพื่อสร้างต้นแบบ ของการจัดงานบวช ต้านทานกระแสสังคมนิยม ที่มีค่านิยมการจัดงานบวชใหญ่โต แข่งขันฐานะ หน้าตาในสังคม อันส่งผลกระทบต่อพระพุทธศาสนา และสุขภาวะของชุมชน    

    พระครูจันทธรรมานุวัตร รองเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ องค์ประธานในเวทีเสวนา ได้กล่าวถึงการขับเคลื่อนงานที่ผ่านมาที่ทางคณะสงฆ์เองได้มุ่งมั่นตั้งใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระเดชพระคุณ พระเมธีวัชราจารย์ เจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ ได้สนับสนุนอย่างเต็มที่นโยบายบวชสร้างสุข  ดังนั้น รูปแบบที่จะบวชแก่บุคคลแบบสร้างสุขเข้ามาในพระพุทธศาสนา ให้กับคนในสังคม มีการยกย่องเชิดชูผู้ที่บวช ให้รู้สึกภาคภูมิใจ ในสิ่งที่ตนทำและเป็นแบบอย่างให้กับสังคม ในเวทีครั้งนี้เองก็จะมาร่วมกันสะท้อนบทเรียน ที่เราร่วมกันขับเคลื่อนมา เราได้มีการเก็บข้อมูลสถิติ จำนวน นาค หรือเจ้าภาพที่จัดงานบวชเข้ามาแบบเรียบง่าย ตามสิ่งที่เรารณรงค์

    สิ่งสำคัญในการแลกเปลี่ยนเสวนาครั้งนี้ อยากจะฝากกับทุกท่าน ที่เป็นเจ้าคณะ พระสังฆาธิการ โดยเฉพาะพระอุปัชฌาย์ เราควรที่จะร่วมกันส่งเสริมให้มีการบวชฟรี ตามวาระโครงการ จะทำให้ผู้ที่สนใจจะบวช เข้ามาบวชเยอะ สิ่งที่พวกเราทำตรงนี้ถือว่าเป็นต้นทาง กลางทางคือการที่ผู้บวชเข้ามาแล้วเราช่วยอบรมบ่มนิสัย ฝึกปฏิบัติ ปลายทางเมื่อเขาลาสิกขาออกไป หากมีการติดตามได้ก็จะเป็นการดี ว่าการที่เขาเข้ามาบวชในโครงการบวชสร้างสุข แล้วเมื่อลาสิกขาไปนั้นเป็นอย่างไร มีคุณภาพชีวิตที่ดี เป็นผู้มีอาชีพสุจริตดี ดำรงตนดีหรือ ไม่ก็จะเป็นการดี จากการขับเคลื่อนงานในส่วนของอำเภอเมืองเอง คณะสงฆ์เราเองก็มองเห็นว่า เป็นโครงการที่ดี ควรค่าแก่การรักษา และทำอย่างต่อเนื่อง มีการขยายผลไปยังพื้นที่อำเภออื่น ๆ ต่อไป

    พระครูปริยัติพุทธิคุณ (ฐิตคุโณ) เจ้าอาวาสวัดใต้โพธิ์ค้ำ ผู้รักษาการแทนเจ้าคณะอำเภอเมืองกาฬสินธุ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาทางวัดไม่ได้สนับสนุนแนวคิดเรื่องการแห่นาคเสียงดัง และมีค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนมากๆ ในการจัดงานบวชโดยได้ให้แนวคิดว่าใครอยากได้บุญเยอะก็ให้จัดแบบเรียบง่าย ถ้ามีขบวนแห่นาคเสียงดังๆ ก็ให้แห่ได้จากบ้านมาแต่ไม่อนุญาตให้เข้ามาแห่ภายในวัด เมื่อมีนโยบายงานบวชสร้างสุขของอำเภอเมืองก็ได้เปิดทางเลือกให้ญาติโยมผู้ที่จะบวชลูกหลาน ไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายเยอะมีแพ็คเกจเลือก 10,000 บาททางวัดจัดการอำนวยความสะดวกให้ครบจนเสร็จสิ้นงาน มีสถานที่ จัดตั้งกองบวชให้ ข้าวปลาอาหารเลี้ยงพระได้ทั้งวัด และที่สำคัญปัจจัย 10,000 บาทได้ถวายพระภิกษุสามเณรที่เป็นนักเรียนนักศึกษาภายในวัดด้วย

    ในส่วนของบทเรียนการขับเคลื่อนงานบวชสร้างสุขของอำเภอเมืองกาฬสินธุ์ เจ้าอธิการแดง ปญฺญาวโร เจ้าคณะตำบลบึงวิชัย วัดป่าชัยมงคล ได้กล่าวรายงานและนำเสนอในที่ประชุมว่า คณะสงฆ์อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ได้ขับเคลื่อนงานโครงการบวชสร้างสุขโดยใช้เครื่องมือของ บันทึกความร่วมมือ (MOU) สร้างความเข้าใจและความร่วมมือของคณะสงฆ์ในอำเภอเมือง ทุกตำบล แลกเปลี่ยนและสร้างแนวทางร่วมกัน และได้มีการติดตามผลการดำเนินงานที่เกิดขึ้นพบว่า

    1. เกิดรูปธรรมต้นแบบงานบวชสร้างสุขในอำเภอเมืองกาฬสินธุ์ โดยมีเจ้าภาพให้ความสนใจร่วมจัดงานภายใต้แนวคิด งานบวชวิถีใหม่ เรียบง่าย เหมาะสม ลดปัจจัยเสี่ยง เลี่ยงโควิดยึดพระธรรมวินัย มากกว่า 30 งาน มีพระที่ผ่านกระบวนการบวชสร้างสุข ไม่ต่ำกว่า 59 รูป ซึ่งสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายในการจัดงานจัดงาน โดยคิดเฉลี่ยงานละ 100,000 บาท x 59 นาค/รูป กว่า 5,900,000

    2. เกิดนวัตกรรมการเชิดชูผู้ที่บวชสร้างสุข ผ่านการมอบใบประกาศเกียรติคุณ ให้กับผู้ที่ผ่านกระบวนการบวชสร้างสุข และยังเป็นการสื่อสารไปยังผู้ที่ตัดสินใจจะบวชในอนาคตอีกด้วย ทั้งนี้ อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ถือเป็นต้นแบบขยายไปสู่ ภาคอื่น ๆ ทั่วประเทศ และถือว่าเป็นการประทับตราว่า การบวชแบบเรียบง่ายคือการจัดงานบวชที่ถูกต้องตามหลักพระธรรมวินัย แก่ชาวพุทธ

    3. เกิดการสร้างการสื่อสาร รณรงค์ งานบวชสร้างสุขใบหลายรูปแบบ วัดต่าง ๆ ของอำเภอเมืองกาฬสินธุ์ ได้มีการติดป้ายรณรงค์ ภายในพื้นที่ และการสื่อสารผ่านสื่อสังคมออนไลน์อีกหลากหลายช่องทาง เช่น มีการ    ไลฟ์สด ผ่าน Facebook มีการสร้างคอนเทนต์ผ่าน TikTok  ในการรณรงค์ เชิญชวนให้บวชสร้างสุข เป็นต้น

    4. เกิดการประสานความร่วมมือการขับเคลื่อนงานบวชสร้างสุข ระหว่าง วัด บ้าน ราชการ

    ด้าน พระครูสิริพัฒนนิเทศก์ เจ้าคณะอำเภอสหัสหัสขันธ์ ขานรับนโยบาย “บวชสร้างสุข” นำมาขยายผลต่อร่วมกับคณะสงฆ์ในอำเภอ ในทุกตำบล พร้อมกับให้สัมภาษณ์ว่า ในฐานะเจ้าคณะอำเภอสหัสขันธ์ ซึ่งเป็นอำเภอเล็ก ๆ ที่ยังไม่ได้เข้าร่วมในโครงการบวชสร้างสุขมาก่อน แต่ก็ได้ศึกษาข้อมูลในส่วนพื้นที่ ที่ดำเนินการแล้วก็เล็งเห็นว่า เป็นนวัตกรรมเป็นแนวความคิด เป็นความพยายามของหลากหลายฝ่ายที่อยากจะให้ การบวช เป็นบุญพิธีที่เกิดประโยชน์กับพี่น้องประชาชนจริง ๆ แล้วที่สำคัญ คือพื้นฐานการบวชในพื้นที่อำเภอสหัสขันธ์ ก็คล้ายกับพื้นที่อื่นทั่วไป ที่มีค่านิยมไปตามกระแสความนิยมของทางโลก เพราะฉะนั้น เราก็พบปัญหานี้มายาวนานพอสมควร เราก็เล็งเห็นว่าโครงการนี้เป็นการสร้างความเข้าใจ สร้างค่านิยมและทิศทางที่ถูกต้อง  อย่างน้อยที่สุด ก็จะทำให้เห็นว่าการบวชไม่ใช่เรื่องที่จะยุ่งยากต้องเสียเงินทองอะไรมากมาย

    เรายอมรับว่าสถานการณ์พระพุทธศาสนาในปัจจุบัน เฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการบวชเ เราก็เห็นว่ามันเปลี่ยนไปมากพอสมควรอย่าง เช่นว่าการบวช คือการพัฒนาคุณภาพชีวิตส่วนตัว แล้วก็ครอบครัว รวมไปถึงสร้างเครดิตในสังคมหมายความว่าคนได้บวชก็หมายถึงคนที่ผ่านกระบวนการพัฒนาตัวเองทางด้านจริยธรรม เราพบว่าทั้ง 3 ด้าน ทั้งในระดับส่วนตัว ครอบครัว และสังคม มันเปลี่ยนไปพอสมควร กลายเป็นการบวชตามเงื่อนไข การบวชตามพิธีกรรม หรือการบวชตามคำแนะนำของผู้ใหญ่ แต่ไม่ได้เกิดจากแรงบันดาลใจภายใน ส่วนหนึ่งเกิดจากคนรุ่นใหม่ ที่มีการเรียนรู้ มีการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร จากสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ทำให้เขาเข้าใจว่า แต่ละยุคแต่ละสมัยมีพิธีกรรมที่ไม่เหมือนกัน กลับไปยึดเอาหลักการของสังคมสมัยใหม่ ที่ไม่ได้ถูกต้องถูกหลักตามพระธรรมวินัยในสมัยพุทธกาลเลย เราจึงมองว่ามันถึงเวลาแล้วที่คณะสงฆ์เราจะต้องสังคายนา พิธีกรรมงานบวช อย่างน้อยที่สุดก็ขอให้สอดคล้องกับพระธรรมวินัย เราเชื่อว่า ถ้าเราทำได้อย่างนั้นจริง ๆ ก็จะเป็นการตอบโจทย์ เป้าหมายของโครงการบวชสร้างสุขแน่นอน

    จากการถอดบทเรียนการดำเนินงานครั้งนี้ คณะสงฆ์ได้สะท้อนข้อมูล ค่านิยมความเชื่อของคนในพื้นที่ และผลสำเร็จที่เกิดขึ้นตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาที่สำคัญ

    1) ระดับนโยบาย เจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะอำเภอให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ และยังปฏิบัติให้เป็นแบบอย่างด้วย

    2) การมีส่วนร่วมของคณะสงฆ์และให้ความร่วมมือ มีการประชุมระดมความคิด ออกแบบร่วมในการทำงาน และร่วมแสดงผลข้อมูลการดำเนินงาน นาคมาบวชแบบสร้างสุขกี่งาน บวชตามปกติกี่งานอย่างชัดเจน

    3) ข้อมูลชาวบ้านส่วนใหญ่มีความต้องการที่จะบวชแบบสร้างสุขเรียบง่าย แต่ขาดผู้นำ ขาดวัดที่มีความชัดเจนในทางปฏิบัติ อยากบวชแต่ประหนึ่งว่าวัดเข้ายากทั้งที่เปิดประตูไว้

    4) ต้องผลักดันแนวคิดบวชสร้างสุข ให้มีกระบวนการเรียนรู้ ทำความเข้าใจในการอบรมพระอุปัชฌาย์ในระดับจังหวัด

    5) ปัญหาอุปสรรคที่สำคัญ คือ การสื่อสารรูปแบบ ของการบวชสร้างสุข ต้องทำอย่างไร บวชที่วัดไหน ยังไม่มากพอ และยังไม่สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายชาวบ้านได้อย่างทั่วถึง

    แนวทางการดำเนินงานต่อไปที่ประชุมเห็นร่วมกัน 

    1) ต้องทำให้เกิดเครือข่ายร่วมขับเคลื่อน วัด บ้าน ราชการ จัดงานบวชสร้างสุข

    2) สนับสนุนกระบวนการพูดคุย ทั้งคณะสงฆ์ ฆราวาส หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตำรวจ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน พระสงฆ์ สำนักงานพระพุทธศาสนา วัฒนธรรม แต่ละพื้นที่ หมู่บ้าน ตำบล

    3) พัฒนาช่องทางการสื่อสาร รูปแบบการสื่อสาร ให้มีการสื่อสารอย่างต่อเนื่อง ถึงคุณค่าการบวชที่ถูกต้องตามหลักพระธรรมวินัย ลดผลกระทบจากการจัดงานบวชที่นอกกรอบพระพุทธศาสนา รูปแบบดำเนินการ มีวัดไหนอย่างไร ที่หลากหลาย 

    4) ผลักดันให้เกิดนโยบายสาธารณะ ข้อตกลงร่วมกัน ที่เห็นประโยชน์ ในระดับต่างๆ จังหวัด อำเภอ ตำบล หมู่บ้าน โดยการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน


    ชัยณรงค์ คำแดง

    ดิษณุลักษณ์ ไพฑูรย์

  • “นาคจน งานบวชอนาถา วาทกรรมกดทับการเข้าถึงศาสนาในสังคมไทย”

    “นาคจน งานบวชอนาถา วาทกรรมกดทับการเข้าถึงศาสนาในสังคมไทย”

    “การบวชเป็นพระภิกษุในพุทธศาสนา ถือเป็นการยกระดับชีวิตมาอยู่ในหนทางอันประเสริฐ และสังคมไทยก็ยกระดับเอามาเป็นประเพณีที่มีความสำคัญและมีคุณค่าอย่างยิ่ง ทว่าในปัจจุบัน การบวชที่ไม่ได้จัดในลักษณะที่ยิ่งใหญ่หรือมีความหรูหรา ตามค่านิยมทางสังคมที่บิดเบี้ยวทับซ้อน กันมายาวนานกลับถูกด้อยค่าและมองว่าเป็น “งานบวชอนาถา” หรือ “งานบวชคนจน” วาทกรรมเช่นนี้ไม่เพียงแต่แสดงถึงการกดทับทางสังคม แต่ยังสะท้อนถึงการบิดเบือนคุณค่าอันแท้จริงทางศาสนา”

    การบวชพระในประเทศไทยมีการรับรู้และการตีความหลากหลาย ขึ้นอยู่กับบริบททางสังคมและเศรษฐกิจ ซึ่งสังคมไทย เป็นสังคมที่เรียกได้ว่ามีความหลากหลาย ทั้งทางวัฒนธรรม ความเชื่อ ประเพณี และค่านิยม แต่ละภูมิภาคในประเทศไทย จึงมีรูปแบบการจัดงานบวชที่แตกต่างกันออกไป อย่างไรก็ตาม การจัดงานบวชในปัจจุบันที่มักปรากฎเห็นบนหน้าสื่อ มักมีการเลี้ยงฉลอง อย่างยิ่งใหญ่ จัดงานใหญ่โต มีการจัดเลี้ยงฉลอง เวทีมหรสพเสพงัน กระตุ้นการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เลี้ยงฉลองอย่างเต็มที่เอาใจแขกผู้มาร่วมงาน เพราะกลัวถูกติฉินนินทา ว่าเป็นงานบวชอนาถา เจ้าภาพไม่ใจกว้าง ประหยัด ขี้เหนียว

    อีกความเชื่อว่า การบวชพระแบบยิ่งใหญ่ ซึ่งมักมีการจัดงานใหญ่โต มีแขกผู้มีเกียรติเข้าร่วม และมีการใช้จ่ายเงินจำนวนมาก มักถูกมองว่าเป็นการแสดงสถานะทางสังคมและความมั่งคั่งของครอบครัว ในทางกลับกัน การบวชพระแบบไม่ยิ่งใหญ่ที่มีลักษณะเรียบง่ายและใช้จ่ายน้อยกลับถูกมองว่าเป็น “งานบวชอนาถา” หรือ “งานบวชคนจน”  เป็นตัวอย่างหนึ่งของวาทกรรมกดทับที่พบในสังคมไทย คำเหล่านี้ถูกใช้เพื่อแสดงความดูถูกหรือด้อยค่าต่องานบวชที่จัดอย่างเรียบง่าย และไม่มีการใช้จ่ายมากมาย วาทกรรมเหล่านี้สร้างภาพลักษณ์ที่ไม่เป็นธรรมแก่ผู้ที่เลือกบวชแบบเรียบง่าย อาจเป็นเพราะพวกเขามีฐานะทางการเงินไม่ดีหรือเพราะพวกเขาเลือกที่จะไม่ใช้จ่ายมากมายในการจัดงาน การใช้คำเหล่านี้สะท้อนถึงความไม่เท่าเทียมและการแบ่งแยกทางสังคมในสังคมไทย โดยการเน้นย้ำถึงความสำคัญของการจัดงานบวชที่ยิ่งใหญ่และการใช้จ่ายมากมาย การนี้ไม่เพียงแต่ทำให้ผู้ที่บวชแบบเรียบง่ายรู้สึกด้อยค่า แต่ยังส่งผลให้เกิดความกดดันทางสังคมในการจัดงานบวชในลักษณะที่เกินความสามารถทางการเงินของบางครอบครัว

    ทั้งนี้ ในปัจจุบัน การนำเสนอของสื่อ ที่ได้กล่าวถึงเกี่ยวกับการจัดงานบวชในสังคมไทย ที่มักมีการอวย การจัดงานบวชที่มีการจัดงานอย่างยิ่งใหญ่ โปรยทานด้วยเงินหลายแสนบาท มีมหรสพฉลอง สนุกสนาน แต่ในทางกลับกัน งานบวชที่มีการจัดอย่างเรียบง่าย เดินแห่นาค แบบสงบไร้แขกมาร่วมงาน มีเพียงพ่อแม่ และญาติพี่น้องไม่กี่คน เดินตามหลัก สื่อได้หยิบยกมาเล่าด้วยความเอ็นดู บางสื่อ สื่ออกมาในแนวน่าสงสาร มีการพาดหัวว่า เป็น นาคจน นาคกำพร้าบ้าง งานบวชไร้แขกร่วมงาน ย่องบวชแบบเงียบๆ บ้าง สะท้อนให้เห็นถึงการกดทับคุณค่าในการจัดงานบวช

    พระอธิการแดง ปญฺญาวโร เจ้าอาวาสวัดป่าชัยมงคล จ.กาฬสินธ์ุ ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า เรามา สร้างค่านิยมใหม่ในการบวช อย่าไปมองว่าคนที่บวชแบบเรียบง่าย เป็นงานบวชอนาถา แต่ให้มองกลับกันว่า งานที่จัดพิธีแบบเอิกเกริก สิ้นเปลือง มัวเมาไปด้วยอบายมุข เป็นงานบวชอนาถา น่าสงสารที่ศรัทธาเสื่อมถอยลง ปัญญามีน้อยลง

    พระครูบวรสังฆรัตน์ รองเจ้าคณะอำเภอกันทรารมย์ เจ้าอาวาสวัดจำปา บ้านหัวนา อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ ได้กล่าวถึงการจัดงานบวชว่า การจะมาบวช ไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือยเลย มาแต่ตัว และความศรัทธาตั้งมั่นในพระพุทธศาสนา ผ้าไตรก็มี บาตรก็มี อัฐบริขาร ครบเครื่อง ให้มาเอาที่วัด ไม่ต้องใช้จ่าย ไม่มีเงิน หรือมีเงินน้อยก็บวชได้

    ด้านนายชัยณรงค์ คำแดง   ผู้ช่วยเลขานุการมูลนิธิสังฆะเพื่อสังคม และผู้จัดการโครงการบวชสร้างสุข ได้กล่าวว่า  สังคมไทย ณ ปัจจุบัน พอพูดถึงงานบวช มักนึกถึง ดนตรี รถแห่ หมอลำ  เสื้อทีมเพื่อนนาคก่อนที่จะนึกว่า พระอุปัชฌาย์ว่างวันไหน หรือตั้งคำถามกับตนเองว่า เราจะบวชทำไม เพื่ออะไร บวชแล้วจะได้อะไร ในเวลานิดเดียวที่เรามีโอกาสได้บวชนี้ ดังนั้น ภาพที่เราเห็นงานบวชจะมีแต่ความสนุกสนาน บางมากเกินเลยอนาจาร หรือรุนแรงถึงขั้นฆ่ากันตาย สร้างความขัดแย้งระหว่างชุมชน เช่น กรณียิงกันในงานแห่นาคเต้นรถแห่งานบวชของวัยรุ่น 2 ชุมชนเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2567 ยิงถล่มขบวนแห่นาคเจ็บ 5 ราย ณ บ้านห้วยอำเภอขุขันธ์จังหวัดศรีสะเกษ


    สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.),

    โครงการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะงานบวชสร้างสุขด้วยหลักพุทธธรรม,

  • สคล.จังหวัดกระบี่ ร่วมกับอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี ประกาศพื้นที่ปลอดเหล้า-บุหรี่ เพื่อเด็กเยาวชนและครอบครัว

    สคล.จังหวัดกระบี่ ร่วมกับอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี ประกาศพื้นที่ปลอดเหล้า-บุหรี่ เพื่อเด็กเยาวชนและครอบครัว

    เครือข่ายองค์กรงดเหล้าจังหวัดกระบี่ ร่วมกับอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี ประกาศพื้นที่ปลอดเหล้า-บุหรี่ เพื่อเด็กเยาวชนและครอบครัว

    ทางเครือข่ายองค์กรงดเหล้าจังหวัดกระบี่ ร่วมกับอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี ประกาศพื้นที่ปลอดเหล้า-บุหรี่ เพื่อเด็กเยาวชนและครอบครัว รวมถึงรณรงค์ลดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ในพื้นที่สาธารณะ และพื้นที่ท่องเที่ยวตามธรรมชาติโดยรอบของเขตอุทยานฯ พร้อมทั้งมอบป้ายให้ทางหัวหน้าอุทยานฯ ติดตั้งประชาสัมพันธ์นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเที่ยวในพื้นที่อีกด้วย

    ด้านนายสหัส ทุมรัตน์ ผู้ประสานงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้าจังหวัดกระบี่ กล่าวว่า การร่วมมือระหว่างเครือข่ายองค์กรงดเหล้าจังหวัดกระบี่และอุทยานฯ เป็นการรณรงค์ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับทราบ สร้างความเข้าใจการท่องเที่ยวทางธรรมชาติในเขตอุทยานฯ โดยไม่นำเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เข้ามาดื่มในเขตอุทยาน เพราะเมื่อนำเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เข้ามาดื่ม จะมีการจัดปาร์ตี้ พูดคุยหรือเปิดเพลงเสียงดัง ซึ่งเป็นการรบกวนการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวคนอื่นๆ รวมถึงเป็นการรบกวนสัตว์ป่าด้วย ทำให้เสียบรรยากาศการท่องเที่ยว ไม่เคารพสิทธิของผู้อื่น และเป็นการผิดกฎหมายอุทยานฯอีกด้วย

    หมู่เกาะพีพี
  • ประชาคมงดเหล้าจังหวัดระนองร่วมเปิดศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน ทางทะเล ช่วงปีใหม่

    ประชาคมงดเหล้าจังหวัดระนองร่วมเปิดศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน ทางทะเล ช่วงปีใหม่

    เครือข่ายประชาคมงดเหล้าจังหวัดระนองร่วมปล่อยขบวนรถเปิดศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนและทางทะเล ช่วงปีใหม่ เพิ่มความเข้มข้นทุกมาตรการ ลดความสูญเสียให้น้อยลง

            วันที่ 27 ธันวาคม 2566 ที่บริเวณหมวดการทาง ระนอง(บางนอน) ว่าที่ร้อยตรีกิตติภพ รอดดอน ปลัดจังหวัดระนอง พร้อมด้วย หัวหน้าส่วนราชการ ทั้งภาครัฐ เอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และ หน่วยกู้ชีพกู้ภัย ร่วมกันปล่อยขบวนรถเปิดศูนย์ปฏิบัติการร่วมป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ 2567 เพื่อแจ้งเตือนให้ประชาชนได้ตระหนัก ถึงความเสียหายจากอุบัติภัย ไม่ประมาทสร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

            โดยว่าที่ร้อยตรีกิตติภพ  รอดดอน ปลัดจังหวัดระนอง ได้อ่านสารของนายกรัฐมนตรีเนื่องในวันป้องกันอุบัติภัยแห่งชาติ ประจำปี 2566 เพื่อกระตุ้นเตือนให้ประชาชนได้ตระหนักถึงความสูญเสียจากอุบัติภัย และให้ทุกภาคส่วนบูรณาการร่วมกันในการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุบัติภัยให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ก่อนจะเชิญชวนรณรงค์ให้ประชาชน ผู้ใช้รถใช้ถนน มีจิตสำนึกด้านความปลอดภัย ส่งเสริมให้ประชาชนมีความตระหนักรู้ จากภัยพิบัติทั้งภัยที่เกิดจากธรรมชาติ และภัยที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์ เพื่อให้เกิดความปลอดภัย เตรียมความพร้อมของชุมชนในการพร้อมรับภัยพิบัติ บูรณาการ การป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ และได้กำหนดช่วงควบคุมเข้ม 7 วันอันตราย  เพื่อลดจำนวนผู้บาดเจ็บให้น้อยลง และมีการตั้งด่าน จุดตรวจ อำนวยความสะดวกในการเดินทาง ในช่วงเทศกาลวันหยุดยาว โดยเฉพาะช่วงปีใหม่สิ่งที่น่าห่วงคือการเกิดอุบัติเหตุทางถนนเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็น เมาแล้วขับ ขับรถเร็ว ขับรถไม่สวมหมวกนิรภัย เหล่านี้เป็นต้น จึงฝากเน้นย้ำให้ทุกคนเพิ่มความระมัดระวัง ไม่ประมาท ใช้รถใช้ถนนอย่างมีสติ
  • วง 4 EVER โรงเรียนเมืองกระบี่ คว้าแชมป์ MCOT Acoustic Band Contest “เยาวชนคนดนตรี สร้างสรรค์ สนุกได้ ไร้แอลกอฮอล์”

    วง 4 EVER โรงเรียนเมืองกระบี่ คว้าแชมป์ MCOT Acoustic Band Contest “เยาวชนคนดนตรี สร้างสรรค์ สนุกได้ ไร้แอลกอฮอล์”

            วันที่ 23 ธันวาคม 2566 เวลา 13.30 น. ณ เวทีกิจกรรม (โดม)  วิทยาลัยเทคนิคกระบี่ อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่ นายธานี หะยีมะสาและ ปลัดจังหวัดกระบี่ เป็นประธานเปิดกิจกรรมการประกวดเฟ้นหาสุดยอดวงดนตรีเยาวชนจังหวัดกระบี่ MCOT Acoustic Band Contest “เยาวชนคนดนตรี สร้างสรรค์ สนุกได้ ไร้แอลกอฮอล์”  พร้อมด้วย นายวรรชัย นุราภักดิ์ ผู้จัดการศูนย์บริหารวิทยุกระจายเสียงภาคใต้ (อสมท.), นายสหัส ทุมรัตน์ ประธานเครือข่ายองค์กรงดเหล้าจังหวัดกระบี่, นางสาวสุเกษร ชุ่มสวัสดิ์ รองผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคกระบี่, นางสาวโรจนา บุญชูวงศ์ นายสถานีวิทยุ อสมท จังหวัดกระบี่, คณะครูและนักเรียนเข้าร่วมกิจกรรม โดยบรรยากาศการประกวดเป็นไปด้วยความคึกคัก สนุกสนาน มีวงดนตรีนักเรียนเข้าร่วมประกวดในรอบชิงชนะเลิศ จำนวน 7 วง จากทั้งหมด 16 วงดนตรีที่สมัครเข้าร่วม และได้รับเกียรติจาก นายครรชิต แต่พันธ์ (ครูขวัญ) โรงเรียนดนตรีอัจฉริยะ Smart Music ,นายกิตติสหัส ธรรมาภิรักษ์ (อ.น้อย มือไวโอลิน วงคาราวาน) และนายศุภวัฒน์ มนต์แก้ว (ครูนิค) ซึ่งเป็นนักดนตรีมืออาชีพมาร่วมตัดสิน 

          ผลการประกวดปรากฏว่า วง 4 EVER จากโรงเรียนเมืองกระบี่ คว้าแชมป์ MCOT Acoustic Band Contest “เยาวชนคนดนตรี สร้างสรรค์ สนุกได้ ไร้แอลกอฮอล์” รับเงินรางวัล 8,000 บาท รองชนะเลิศอันดับ 1 และ 2 ได้แก่ วงพนมเบญจา จากโรงเรียนพนมเบญจา และ วงปังปอนด์และผองเพื่อน จากโรงเรียนอำมาตย์พาณิชนุกูล รับเงินรางวัล 5,000 บาท และ 3,000 บาท ตามลำดับ ในส่วนของรางวัลชมเชย 2 รางวัล ได้แก่ วง KBS Band โรงเรียนกาญจนาภิเษกวิทยาลัย และ วงรักษ์ไทย โรงเรียนคลองพนสฤษดิ์พิทยา รับเงินรางวัล และรางวัลปลอบใจอีก 2 วง ได้แก่ วงโคม วิทยาลัยเทคนิคกระบี่ และวง SAALENG BAND วงดนตรีอิสระ รับเงินรางวัล วงละ 1,000 และ 500 บาท ตามลำดับ

            สำหรับการจัดกิจกรรมในครั้งนี้  สถานีวิทยุ อสมท จังหวัดกระบี่ ร่วมกับ เครือข่ายองค์กรงดเหล้าจังหวัดกระบี่ และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้จัดขึ้นเพื่อให้มีพื้นที่กิจกรรมสำหรับเด็ก-เยาวชน ได้แสดงความรู้ ความสามารถ การกล้าแสดงออกในทางที่ถูกต้อง ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ เกิดความภาคภูมิใจในตัวเอง มีภูมิคุ้มกันจากอบายมุขต่างๆ และเป็นการพัฒนาทักษะทางด้านดนตรี รวมถึงเป็นไปตามนโยบายของ บมจ. อสมท ซึ่งเป็นองค์กรสื่อสารมวลชน ที่มุ่งมั่นดำเนินธุรกิจสื่อที่สร้างสรรค์สังคมไทย ตามแนวคิด "สื่อดี สังคมดี"  โดยการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ได้รับการตอบรับจากโรงเรียนต่างๆและผู้ให้การสนับสนุนเป็นอย่างดี
  • ประชาคมงดเหล้าจังหวัดชุมพร ส่งกำลังใจผู้ว่าฯและเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วน ลดอุบัติเหตุ อาชญากรรม จากปัญหาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ช่วงเทศกาลปีใหม่

    ประชาคมงดเหล้าจังหวัดชุมพร ส่งกำลังใจผู้ว่าฯและเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วน ลดอุบัติเหตุ อาชญากรรม จากปัญหาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ช่วงเทศกาลปีใหม่

         นางสาวแสงนภา หลีรัตนะ ประชาคมงดเหล้าจังหวัดชุมพร ร่วมกับเยาวชนจังหวัดชุมพร และภาคีเครือข่าย เข้าให้กำลัง นายวิสาห์ พูลศิริรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร และส่งกำลังใจถึงเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วน กับภาระงานที่เหน็ดเหนื่อยในการลดอุบัติเหตุและอาชญกรรมจากปัญหาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ช่วงเทศกาลปีใหม่ เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2566 ณ ศาลากลางจังหวัดชุมพร

         นอกจากนี้ขอให้ทางผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพรและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ทุกหน่วยงานให้ความสำคัญกับปัญหาเมาแล้วขับและเข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมายช่วง 7 วันอันตรายของเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่นี้ตลอดไป และขอให้ผู้ใช้รถใช้ถนนทุกคนต้อง “ขับไม่ดื่ม ดื่มไม่ขับ” ไม่ประมาท ใช้รถใช้ถนนต้องเคารพกฎจราจร เพื่อลดอุบัติเหตุทางถนน ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สิน และเพื่อให้ปีใหม่นี้เป็นปีใหม่ที่มีแต่ “ความสุข ปลอดภัย ไร้อุบัติเหตุ” ทุกการเดินทาง