Tag: เครือข่ายงดเหล้า

  • สานพลังภาคีงดเหล้าสร้างสุขภาวะทั่วไทย ต้อนรับคนหัวใจเพชร ร่วมสร้างสรรค์สังคมสุขปลอดเหล้า

    สานพลังภาคีงดเหล้าสร้างสุขภาวะทั่วไทย ต้อนรับคนหัวใจเพชร ร่วมสร้างสรรค์สังคมสุขปลอดเหล้า

    สสส.-เครือข่ายงดเหล้าสานพลังภาคีสร้างสุขภาวะทั่วไทยศวส. เผยผู้ร่วมงดเหล้าเข้าพรรษา 10.2 ล้านคนประหยัดเงินค่าซื้อเหล้า 4,200 ล้านบาท  66.3% ระบุเลิกดื่มสุขภาพร่างกาย-จิตใจดีขึ้นลดค่าใช้จ่ายเดินหน้าชวนงดเหล้าต่อหลังออกพรรษา-ปีใหม่ New Me Sobriety Celebration หวังสร้างสังคมสุขปลอดเหล้ายกระดับคุณภาพชีวิต

    วันที่ 7 ธ.ค. 2566 ที่ศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับสำนักงานเครือข่ายงดเหล้า (สคล.) และภาคีเครือข่าย จัดเวทีแถลงข่าว “ต้อนรับคนหัวใจเพชร ร่วมสร้างสรรค์สังคมสุขปลอดเหล้า” ยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดี 

    โดย ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ กล่าวว่า สสส. เน้นการทำงานสร้างเสริมสุขภาพเชิงรุก งานรณรงค์งดเหล้านับเป็นโจทย์สำคัญเชื่อมโยงสู่มิติทางสุขภาพอื่น ๆ สามารถสร้างแนวทางป้องกันและลดการเจ็บป่วยจากปัจจัยเสี่ยงหลักทางสุขภาพ จากการประเมินผลโครงการงดเหล้าเข้าพรรษาปี 2566 ใน 12 จังหวัด ทุกภูมิภาค โดยศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.) คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ พบมีผู้เปลี่ยนพฤติกรรมลด ละ เลิกเหล้าในช่วงเข้าพรรษา 10.2 ล้านคนจากจำนวนผู้ที่ดื่มทั้งหมด 24.8 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปี 2565 มากถึง 7.7 แสนคน แบ่งเป็นผู้งดดื่มตลอดพรรษา 21.3% (ประมาณ 5.3 ล้านคน) ผู้ที่งดบางช่วง 9.1% (ประมาณ 2.3 ล้านคน) และผู้ที่ไม่งดแต่ลดการดื่มลง 10.5% (ประมาณ 2.6 ล้านคน) โดยกลุ่มตัวอย่าง 66.3% ระบุว่าได้รับผลดีจากการลด ละ เลิกดื่มในช่วงเข้าพรรษา
    โดยเฉพาะสุขภาพร่างกาย-จิตใจดีขึ้น รวมถึงช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้เฉลี่ยคนละ 1,506.97 บาท โดยรวมของประเทศประมาณ 4,200 ล้านบาท ซึ่งเป็นมูลค่าจากค่าใช้จ่ายในการดื่มที่ลดลง 

    “สสส. มุ่งหวังให้โครงการงดเหล้าเข้าพรรษา เป็นทางเลือกหนึ่งของประชาชน ในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพของตนเอง ชุมชน สังคม ช่วยกันจัดการสิ่งแวดล้อมปลอดเหล้า ส่งผลที่ดีต่อสุขภาพ เศรษฐกิจ ทั้งระดับบุคคล ครอบครัว ชุมชน ให้สามารถยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดี สร้างสังคมสุขภาพดี มีความสุขมากขึ้น” ดร.นพ.ไพโรจน์กล่าว

    เภสัชกร สงกรานต์ ภาคโชคดี ประธานเครือข่ายงดเหล้า กล่าวว่า สคล. ร่วมกับ สสส. รณรงค์ส่งเสริมให้คนในสังคมห่างไกลจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สร้างพฤติกรรมด้านสุขภาพ ควบคู่ไปกับการจัดสภาพแวดล้อม นำสู่ Healthy Sobriety หรือสังคมสุขปลอดเหล้า เราเลือกได้ คนในสังคมสามารถเลือกใช้ชีวิตอย่างมีความสุข โดยไม่ต้องพึ่งพาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ไม่ถูกครอบงำด้วยสิ่งเสพติด เป็นความสุขที่แท้จริง ผลการดำเนินโครงการฤดูกาลสุขปลอดเหล้าและงดเหล้าเข้าพรรษา ปี 2566 เกิดกลุ่มสตรีพลังเพชร 92 แห่ง มีชุมชนสู้เหล้าและชมรมคนหัวใจเพชร (งดเหล้ามากกว่า 3 ปี) 1,010 แห่ง และองค์กรร่วมรณรงค์ชวนช่วยชมเชียร์ 90 แห่ง มีผู้เข้าร่วมปฏิญาณตน จากชุมชนและอำเภอ ร่วมติดตามชวน ช่วย ชมเชียร์ 26,622 คน

    นางสาวพิมพ์มณี เมฆพายัพ ผู้จัดการโครงการฤดูกาลสุขปลอดเหล้าและงดเหล้าเข้าพรรษา สคล.กล่าวว่า จากการรณรงค์ฤดูกาลสุขปลอดเหล้าและงดเหล้าเข้าพรรษา เพื่อให้คนทั่วไปได้เข้าร่วมโครงการ 1.โครงการติดได้สุขใจด้วย 12 กิจกรรมฟื้นฟู คืนดีกับร่างกาย-จิตใจให้สมดุล มีผู้เข้าร่วม 100 กว่าคน เน้นรณรงค์งดเหล้าทุกเพศ ทุกวัย ทุกไลฟ์สไตล์ 2.โครงการพัฒนาศักยภาพนักสื่อสารและสร้างเสริมสุขภาวะหัวใจเพชร มีผู้เข้าร่วม 100 กว่าคน เพื่อเป็นนักสื่อสารสร้างแรงบันดาลใจ กระบวนกร และวิทยากร 3.โครงการพัฒนากระบวนกรหลักสูตรเสริมพลังตับ ฟื้นพลังชีวิต ด้วยอาหารและสมุนไพรในท้องถิ่น ทั้งนี้ สคล. ยังคงรณรงค์งดเหล้าตลอดทั้งปี โดยช่วงออกพรรษาจนถึงเทศกาลปีใหม่ เตรียมรณรงค์แนวคิดNew Me Sobriety Celebration เชิญชวนประชาชนตั้งเป้าหมายสู่ชีวิตใหม่สุขปลอดเหล้า ภายใต้กิจกรรม SoBrink แบ่งปันสูตรม็อกเทลจากสมุนไพร สาธิต Sobriety Bar และการจัดกิจกรรมให้คนมาแฮงค์เอ้าท์แทนวงเหล้า สนใจสมัครเข้าร่วมผ่านเพจ Healthy Sobriety

    ด้าน นายจิตรติ รามเนตร ปลัดอาวุโส รักษาราชการแทนนายอำเภอเมืองสุพรรณบุรี กล่าวว่า การทำงานงดเหล้าในพื้นที่ประสบความสำเร็จ โดยทางอำเภอเน้นให้ผู้นำ กำนัน ผู้ใหญ่บ้านเป็นผู้เชิญชวนงดเหล้า มีผู้เข้าร่วมงดเหล้าเฉพาะในอำเภอเมือง 120 คน ประหยัดค่าใช้จ่าย 431,640 บาท โดยใช้ 3 กลยุทธ์คือ 1.เปลี่ยนทัศนคติและวิธีคิด ชี้ให้เห็นและตระหนักโทษภัยของเหล้า 2.ปรับสิ่งเร้า และบริบทของสังคมแวดล้อมที่ควรจะเป็น เช่น ควบคุมร้านค้าไม่ขายเหล้าในพื้นที่ห้ามขาย 3.พัฒนาที่จิตใจ ชุมชน บ้าน วัด ราชการ โรงเรียนต้องมีส่วนร่วม โดยทางอำเภอร่วมกับ อปท. มีการตั้งด่านตรวจ ปฏิญาณตนงดเหล้า บันทึกข้อตกลงร่วมกัน กำหนดให้ใน 1 ตำบล ต้องมี 1 ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการฯ (ทั้งหมด 20 ตำบล) และ 124 หมู่บ้าน ๆ ละ 1 คนร่วมขับเคลื่อนงานหลัก โดยให้แพทย์ประจำตำบลเป็นมิสเตอร์งดเหล้า และมีการสร้างระบบ database ในการบริหารจัดการเพื่อติดตามผล

    นางรำไพ ชาวระนอง พยาบาลวิชาชีพ รพ.สต.เหล่ากลาง อ.นิคมคำสร้อย จ.มุกดาหาร กล่าวว่า ในช่วงเข้าพรรษาได้ขับเคลื่อนงานร่วมกันทั้ง อสม. ผู้นำชุมชน และรพ.สต. มีจุดแข็งในการทำงานคือ มีแกนนำขับเคลื่อนงานที่เข้มแข็ง ทำงานด้วยจิตวิญญาณ มีช่องทางสื่อสารการทำงานในกลุ่มกันตลอดเวลา ช่วงเข้าพรรษามีผู้ร่วมงดเหล้าครบ 3 เดือนทั้งอำเภอ จาก 7 ตำบล  79 หมู่บ้าน รวม 1,600 คน  สามารถประหยัดค่าเหล้าได้ 1.2 ล้านบาท ทั้งนี้ ตั้งใจจะร่วมขับเคลื่อนงานงดเหล้าในพื้นที่ต่อไป แม้จะเป็นพยาบาลเพียงคนเดียวในพื้นที่ที่ต้องดูแลประชากรมากว่า 4,000 คน แต่ไม่รู้สึกเหนื่อย ไม่รู้สึกว่าเป็นงานหนัก จากการทำงานช่วยให้เลิกเหล้าได้สำเร็จมีคนหัวใจเพชรเลิกเหล้า 14 คน ทำให้ครอบครัวเขามีความสุข มีสุขภาพที่ดี ตนก็ภูมิใจสุขใจมาก

  • สมัชชาสร้างสุขจังหวัดปัตตานี สู่งานสร้างสุขภาคใต้ ครั้งที่ 13 ประจำปี 2566

    สมัชชาสร้างสุขจังหวัดปัตตานี สู่งานสร้างสุขภาคใต้ ครั้งที่ 13 ประจำปี 2566

    18 กรกฏาคม 2566 จัดงานสมัชชาสร้างสุขจังหวัดปัตตานี สู่งานสร้างสุขภาคใต้ ครั้งที่ 13 ประจำปี 2566 ที่ ห้องประชุม องค์การบริหารส่วนจังหวัดปัตตานี (อบจ.ปัตตานี) โดยมี นายก องค์การบริหารส่วนจังหวัดปัตตานี นายเศรษฐ์ อัลยุฟรี เป็นประธาน ในพิธี และผู้ประสานงาน งานสร้างสุขปัตตานี กล่าวชี้แจง และกล่าวรายงาน ในการจัดเวทีสร้างสุข จังหวัดปัตตานี

    โดยกิจกรรมมีการนำเสนอ ประเด็นที่ขับเคลื่อนงานสร้างสุขปัตตานี 4 ประเด็น ที่เป็นการแลกเปลี่ยนร่วมกันของภาคีเครือข่ายต่าง ๆ ได้แก่

    1.ประเด็นความมั่นคงทางสุขภาพ ภาวะโภชนาการเด็ก

    2.ประเด็นความมั่นคงทางอาหาร อาหารปลอดภัย

    3.ประเด็นความมั่นคงทางทรัพย์กรและสิ่งแวดล้อม การจัดการภัยพิบัติ

    4.ประเด็นความมั่นคงทางมนุษย์ การจัดการปัจจัยเสี่ยง บุหรี่ และบุหรี่ ไฟฟ้า ปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาพ

    กิจกรรมในครั้งนี้ ได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ได้แก่ สำนักงานสาธารณสุข จังหวัดปัตตานี (สสจ) / สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จังหวัดปัตตานี / ท้องถิ่นจังหวัดปัตตานี / โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ในพื้นที่จังหวัดปัตตานี / เครือข่ายผู้บริโภคในพื้นที่ / หน่วยงานองค์กรปกครองส่วนท้อง / ผู้นำศาสนา / แกนนำ อสม. / เครือข่ายสร้างเสริมสุขภาพ / ภาคประชาสังคม ในจังหวัดปัตตานี และเครือข่ายผู้ประกอบการ ที่ผนึกกำลังร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เพื่อหากลไกสู่การขับเคลื่อนงานสุขภาวะในพื้นที่จังหวัดปัตตานี และร่วมนำเสนอประเด็น ส่งข้อเสนอนโยบายจากที่ประชุม ให้กับ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปัตตานี สู่วาระการพูดคุยต่อไปในเวที งานสร้างสุข ครั้งที่ 13 ที่จะจัดวันที่ 9-10 สิงหาคม 2566 ที่หอประชุม นานาชาติสิริราชสมบัติ 60 ปี อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา

    ติดตามข้อมูลข่าวสารได้ที่
    Facebook : งดเหล้าใต้ล่าง
    ลิ้ง : https://www.facebook.com/southstopdrink7
    สถานที่ : ศูนย์ประสานงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้าภาคใต้ตอนล่าง

    ภาพ : ศทิชา รัตนเดช เครือข่ายองค์กรงดเหล้าจังหวัดปัตตานี
    ข่าว : ศทิชา รัตนเดช / ธนบดี เจริญผล

  • เครือข่ายงดเหล้า-สสส.และมูลนิธิสื่อเพื่อสุขภาวะ จัดเสวนาออนไลน์หาทางออกจัดงานบุญบั้งไฟในยุคโควิด-19

    เครือข่ายงดเหล้า-สสส.และมูลนิธิสื่อเพื่อสุขภาวะ จัดเสวนาออนไลน์หาทางออกจัดงานบุญบั้งไฟในยุคโควิด-19

    เครือข่ายงดเหล้า สสส. และมูลนิธิสื่อเพื่อสุขภาวะ เปิดเวทีเสวนาออนไลน์ “ประเพณีบุญบั้งไฟในยุคโควิด   ความเชื่อ โอกาสและความเสี่ยง” เพื่อระดมความคิด สะท้อนบทเรียนการทำงานควบคุมปัจจัยเสี่ยงในงานบุญบั้งไฟ(การดื่มเหล้า การพนันและความไม่ปลอดภัย) พร้อมหาแนวทางลดการแพร่กระจายของเชื้อโควิดในช่วงประเพณีบุญบั้งไฟ ตามแนวทางบุญบั้งไฟวิถีชุมชน ปลอดเหล้าปลอดภัย ห่างไกลโควิด

    เครือข่ายงดเหล้า สสส. และมูลนิธิสื่อเพื่อสุขภาวะจัดเวทีเสวนาออนไลน์“ประเพณีบุญบั้งไฟในยุคโควิด ความเชื่อ โอกาสและความเสี่ยง” โดยนายมานพ แย้มอุทัย คณะกรรมการกำกับทิศ สำนักควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสังคม สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) กล่าวว่า งานบุญประเพณีบั้งไฟเป็นงานแสดงถึงวัฒนธรรมที่มีความงดงามและเต็มไปด้วยสปิริตหรือจิตวิญญาณ (Spirit) คือ เป็นกิจกรรมของความร่วมมือกันของชุมชนโดยมีความตั้งใจที่จะทำบั้งไฟให้ดีที่สุดเพื่อจุดบูชาพญาแถน มีการแบ่งหน้าที่กัน การทำบั้งไฟ การรำ การเตรียมสถานที่ เป็นต้น ต้องใช้เวลา ใช้ความพยายาม และความสามัคคี และเป็นสปิริตทีลูกหลานต้องกลับบ้านเพื่อไปร่วมงาน เป็นประเพณีได้ร่วมญาติพี่น้อง ซึ่งคนอีสานให้ความสำคัญกับประเพณีนี้มากกว่าสงกรานต์ แต่เมื่อเวลาเปลี่ยนแปลงไปการจุดบั้งไฟกลายเป็นเพื่อแข่งขัน มีการดื่มสุราจนเกินขอบเขต และมีการพนัน ทำให้คุณค่าของประเพณีบั้งไฟลดลง แนวทางหนี่งที่จะรักษาคุณค่าของประเพณีไว้ได้คือ ความเข้มแข็งของชุมชนที่จะรักษาประเพณี และการพัฒนาสื่อสร้างความรู้เท่าทันปัญหาปัจจัยเสี่ยงในงานประเพณีบั้งไฟ สร้างข้อมูลส่งเสริมการท่องเที่ยวบุญบั้งไฟในอนาคต

    ด้านนายวิษณุ ศรีทะวงศ์  ผู้จัดการแผนงานพัฒนานโยบายสาธารณะ สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า(สคล.) เปิดเผยว่า หลายปีที่ผ่านมาเครือข่ายงดเหล้า โดยการสนับสนุนของสสส.ได้มีพื้นที่ปฏิบัติการงานประเพณีบุญบั้งไฟ 36 แห่ง สามารถลดปัญหาความไม่ปลอดภัยจากการดื่ม เมาวิวาท และลดปัญหาการเล่นพนันในงานบุญบั้งไฟได้เป็นอย่างดี โดยส่วนมากการจุดบั้งไฟจะมีการตั้งวงสังสรรค์และดื่มหนัก สคล.จึงเริ่มเห็นปัจจัยเสี่ยงหลายประการที่มาควบคู่กับการดื่มเหล้า  ที่ผ่านมาจึงมีการจัดวงคุย วงเสวนา ได้มีการรณรงค์เรื่องเหล่านี้ในพื้นที่จัดงานต่างๆ ทั้งขบวนแห่  ทำความเข้าใจกับร้านค้า  ตรวจเตือน  ทำแผนที่จุดเสี่ยง  ทำ MOU ประกาศนโยบายสาธารณะในระดับพื้นที่  สร้างพลังในชุมชน  เสริมกิจกรรมสร้างสรรค์  ทำพื้นที่โซนนิ่งในการจุดบั้งไฟ(ระยะปลอดภัย)  เพื่อทำให้งานบั้งไฟเป็นงานที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน  ซึ่งช่วงโควิดระบาดในรอบนี้ต้องระมัดระวังเป็นอย่างมากในการจัดงานบุญประเพณี  ซึ่งหลายพื้นที่ไม่มีการจัด บางพื้นที่จัดเพียงแต่การบวงสรวงบูชา  จึงมีข้อเสนอให้แต่ละชุมชนได้ใช้โอกาสนี้ในการสืบค้นคุณค่าความหมายคุณค่าของงานบุญบั้งไฟ  เน้นการจัดงานแบบ SMS (Small / Meaningful / Safe)  เล็กๆแต่มีคุณค่าความหมาย โดยเน้นไปที่มีผู้คน ชุมชน คนในครอบครัวได้มีความสุขร่วมกันอย่างปลอดภัย

    นายจันทร์ โต๊ะสิงห์ ผู้ประสานงานประชาคมงดเหล้าจังหวัดศรีสะเกษ เล่าว่า งานบุญบั้งไฟถือเป็นวิถีของชาวอีสาน วิวัฒนาการของบั้งไฟแบ่งเป็น  3 ช่วง ช่วงแรกบั้งไฟทำจากไม้ไผ่อัดดินประสิว ผู้คนจะร่วมแรงร่วมใจกันทำงาน  อย่างเต็มที่ มีความสุขตามวิถีวัฒนธรรมที่แท้จริง ช่วงที่สอง บั้งไฟเปลี่ยนมาเป็นเสาเหล็ก มีการวัดว่าบั้งไฟใครอยู่ในอาการได้นานกว่ากัน โดยปล่อยน้ำลงพร้อมกับปล่อยบั้งไฟจนกว่าบั้งไฟจะตกถึงพื้นแล้ววัดระดับน้ำว่าใครได้มากกัน ซึ่งเป็นกิจกรรมที่สนุกสนาน หากบั้งไฟแตกหรือไม่ขึ้นเจ้าของจะถูกจับโยนลงบ่อโคลน อย่างไรก็ตามเสาเหล็กแตกอาจทำให้เสียชีวิตได้ ยุคนี้เริ่มมีการขายเหล้าในงานอย่างเต็มที่โดยยังไม่มีการควบคุมใดๆ ส่วนในช่วงที่สาม บั้งไฟจะใช้ท่อพีวีซี จะสามารถทำให้ขึ้นสูงได้มากถึงระดับเครื่องบิน ยุคนี้มีการแข่งขันอย่างเป็นทางการและมีการลักลอบพนันโดยมีเงินทุนหมุนเวียนจำนวนมาก มีการดื่มเหล้าเยอะมาก การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวโดยเฉพาะในช่วงที่สามจะทำให้คุณค่าของประเพณีบั้งไฟลดลง

    ในขณะที่นางผ่องศรี แซ่จึง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดศรีสะเกษ เขต 8 กล่าวว่า ที่อำเภอราษีไศล จะมีงานใหญ่ คืองานบุญบั้งไฟ  งานแข่งเรือ  และงานฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทานฯ  ซึ่งงานบั้งไฟเป็นงานที่ทุกคนจริงจังอย่างเต็มที่ มีการรวมกลุ่มกันทำบั้งไฟ ซ้อมรำ เป็นงานประจำปีที่เป็นวิถีความสนุกสนาน และช่วงหลังๆได้มีการรณรงค์งานบุญปลอดเหล้านับตั้งแต่ปี 2551 เป็นต้นมา เริ่มจากงานศพปลอดเหล้า ทุกตำบลให้การยอมรับ จึงกลายเป็นฉันทามติของอำเภอราษีไศล  และขยายผลไปยังงานบุญอื่นๆในพื้นที่ กลายเป็นงานบุญปลอดเหล้า  ความร่วมไม้ร่วมมือขอคนในพื้นที่ แสดงออกถึงความงดงาม เรามีบั้งไฟโบราณที่ทำจากไม้ไผ่ร่วมจุดในงานด้วย ภาพโดยรวมบ่งบอกถึงงานที่ปลอดภัย เพราะผู้คนในท้องถิ่นเห็นด้วยกับการจัดงานปลอดเหล้า รวมไปถึงการพนันที่ลดลง ผู้นำในท้องถิ่นและเจ้าหน้าที่หน่วยงานต่างๆร่วมกันออกช่วยเป็นหูเป็นตา (ตรวจเตือน) โดยรอบงาน

    เมื่อมีโควิดมา เรายังคงมีประเพณีบั้งไฟเล็กๆระดับหมู่บ้าน เป็นการจุดฉลองปู่ตา เรียกว่าบุญเดือน 6  ในปัจจุบันทุกคนรับรู้แล้วว่าการจุดบั้งไฟไม่เกี่ยวกับฝนจะตกหรือไม่ตก ดังนั้นประเด็นท้าทายในอนาคตคือการจัดการกับทุนน้ำเมาที่เกี่ยวเนื่องกับงานบุญประเพณีที่จะทำให้คนมีความสุขได้โดยไม่ต้องมีเหล้า  รวมถึงการให้ความสำคัญกับเด็กและเยาวชนยุคปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ซึ่งต้องยอมรับในความเปลี่ยนแปลงนี้ และควรหากิจกรรมเสริมที่น่าสนใจมาสนับสนุน ให้เด็ก เยาวชน ให้ซึมซับวัฒนธรรมที่ดีงามได้ในแบบฉบับของคนรุ่นใหม่ต่อไป./นางผ่องศรีกล่าว

    ทั้งนี้ ผู้แทนจากพื้นที่ต่างๆที่ได้ร่วมพูดคุยทางระบบออนไลน์ อาทิ งานบุญบั้งไฟตะไลล้านบ้านกุดหว้า อ.กุฉินารายณ์ จ.กาฬสินธุ์,  งานบุญบั้งไฟล้าน ตำนานม้าคำไหล ต.บ้านธาตุ อ.เพ็ญ จ.อุดรธานี, งานบุญบั้งไฟปลอดเหล้าปลอดการพนัน อ.ราศีไศล, และงานบุญบั้งไฟโบราณ ต.เสียว อ.โพธิ์ศรีสุวรรณ จ.ศรีสะเกษซึ่งพื้นที่การจัดงานส่วนใหญ่ระบุว่า ในปีนี้มีการบูชา รำบวงสรวง (นางรำต้องห่างกัน 2 เมตร) เพื่อเป็นการสืบสานประเพณีเท่านั้น  มีการจัดจุดบั้งไฟตะไลเล็กๆ เฉพาะการบูชา ในบางพื้นที่มีการทำบุญตักบาตร ในลักษณะ New Normal โดยมี อสม. และเจ้าหน้าที่ดูแลคัดกรอง ประชาสัมพันธ์อย่างใกล้ชิด